image

Business & Industrial

The Compressionalist ผู้บริโภคที่หมดแรง หมดไฟ แต่ใจต้องการได้สิ่งที่ดีที่สุด

Published Date : 7 พ.ย. 2563

Resource : Creative Thailand

9,201

เมื่อปี 2021 เดินทางมาถึง สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือผลกระทบที่เป็นระลอกคลื่นซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นคลื่นลูกแล้วลูกเล่า ทั้งการแบ่งขั้วทางรายได้ที่เกิดขึ้นทั่วโลก กำลังซื้อในกลุ่มชนชั้นกลางที่เริ่มอ่อนกำลังลง การเมืองการปกครองที่ไม่อาจไว้วางใจ ผู้คนเริ่มใส่ใจกับเครือข่ายใกล้ตัว สถาบันการเงินของโลกอยู่ในภาวะสั่นไหว แม้ความหวังจะปรากฏขึ้นในกลุ่มตลาดที่กำลังพัฒนา โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วก็ตาม

ผู้บริโภคในปีนี้จะให้ความสำคัญกับ “คุณค่า” เหนือ “มูลค่า” ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดคือทัศนคติที่เปลี่ยนจาก “ความต้องการที่มากกว่า” สู่ “ความต้องการสิ่งที่ดีกว่า” นั่นหมายถึงคุณภาพที่ดีกว่า มีฟังก์ชั่นการใช้งานดีกว่า ออกแบบได้ดีกว่า และสร้างประสบการณ์ที่ดีกว่าได้นั่นเอง การออกแบบดิจิทัลจะเข้ามาแทนที่สินค้าราคาแพงหรือสินค้าใดๆ ที่ใช้เวลาในการบริโภค ผู้บริโภคจะเลือกสิ่งที่ให้ความรู้สึกคุ้มค่าต่อราคา และมีความยั่งยืนซึ่งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด

นี่คือลักษณะของกลุ่มผู้บริโภค 4 แบบแห่งปี 2021 ได้แก่ The Compressionalist, The Market Maker, Kindness Keeper และ Cyber Cynics วันนี้เรามาทำความรู้จักกลุ่มผู้บริโภค The Compressionalist กัน เพื่อมองหาโอกาสทางธุรกิจและสร้างสรรค์สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง 

The Compressionalist หมดแรง หมดไฟ แต่ใจต้องการได้สิ่งที่ดีที่สุด
กลุ่มผู้บริโภคที่ท่วมท้นไปด้วยความรู้สึกเหนื่อยกายหน่ายหัวใจ ไม่มีเวลา เร่งรีบ ชีวิตเต็มไปด้วยความกดดัน ตกเป็นเหยื่อของการอยู่ในภาวะหรืออาการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะการหมดไฟ (Burnout) หรือซูเปอร์ฮิวแมนซินโดรม (Superhuman Syndrome) พวกเขาต้องอยู่กับความพยายามในการจัดการและสร้างสมดุลให้ชีวิตเข้าที่เข้าทาง ไม่ว่าจะเป็นการงาน ครอบครัว เเละชีวิตส่วนตัวที่มี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นภายใต้ความรู้สึกว่า ตัวเองไม่เคยดีพอและพบกับความล้มเหลวเป็นระยะ

ไม่ว่าจะเป็นวัยกลางคนที่ทำงานเพื่อให้บรรลุ KPI ขององค์กร วัยรุ่นที่โพสต์โซเชียลมีเดียเพื่อไขว่คว้าจำนวนไลค์หลักพัน หรือเป็นคนที่มีความต้องการจะเป็นเจ้าของสุขภาพกายและใจที่ดีก็ตาม นี่คือลักษณะอาการของกลุ่มผู้บริโภคที่เรียกว่า The Compressionalist ผู้ที่มีความต้องการสำคัญเดียวกัน นั่นคือ “อะไรก็ได้ ขอให้ชีวิตง่ายขึ้น” ทั้งความกดดัน การไม่มีเวลา และการมีตัวเลือกจำนวนมหาศาล ได้สร้างความรู้สึกเหนื่อยหน่ายต่อการตัดสินใจ โดยจากสถิติโดย Microsoft บอกว่าเราต้องตัดสินใจมากถึง 35,000 ครั้งต่อวัน ผลการศึกษาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียยังระบุด้วยว่า ชาวอเมริกันตัดสินใจโดยจิตสำนึกมากถึง 70 ครั้งต่อวัน

การเชื่อมต่อตลอดเวลาเป็นที่มาของความเป็นพิษที่ครอบคลุมไปทุกมิติการใช้ชีวิต องค์การอนามัยโลกระบุว่า มีผู้คนกว่า 300 ล้านคนทั่วโลกที่เผชิญปัญหาสภาพจิตใจย่ำแย่อันเกิดมาจากความเครียด และระบบเศรษฐกิจที่เรียกว่า Attention Economy หรือระบบเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการเรียกร้องความสนใจของผู้บริโภค ทำให้เกิดกระแสการมองหา Meaningful Attention หรือการได้รับความสนใจที่มีความหมายมากกว่าแค่จำนวนไลค์ ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเรามองหาวิธีการในการอยู่ร่วมกับโลกนี้ด้วยการค้นหาสิ่งใหม่ๆ และการนำตัวเองไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง

ตอบโจทย์ความต้องการ - เห็นโอกาสทางธุรกิจ
แบรนด์ต่างๆ ต้องมีวิธีคิดแบบ Less Is More เท่านั้นเพื่อตอบโจทย์สำหรับผู้บริโภคกลุ่มนี้ โดยสิ่งที่แบรนด์ต่างๆ สามารถทำได้เลยก็คือการ Make It Easy! หรือทำให้ง่ายเข้าไว้ จำไว้เสมอว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้ไม่ได้ใส่ใจเฉพาะเรื่องสินค้าราคาถูก แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์การซื้อผลิตภัณฑ์ที่เน้นที่ความเรียบง่าย แต่มีใจความสำคัญ ธุรกิจหรือแบรนด์สามารถปรับหน้าร้าน เว็บไซต์ ส่วนแสดงสินค้า และกลยุทธ์การสื่อสารให้เหมาะกับความต้องการของตลาด การเดินทางเข้าร้านค้าที่มีสินค้านับร้อยรายการบนชั้นวางของที่ยาวแบบไม่มีที่สิ้นสุด อาจไม่ใช่คำตอบซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคกลุ่มนี้ เพราะการมีตัวเลือกเกินจำเป็นและการต้องตัดสินใจกลับกลายเป็นปัญหา ร้านค้าจึงควรปรับแต่งและจำกัดสินค้าไว้เฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น 

อย่าลืมสร้างความสะดวกสบายให้พร้อมเพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าไปพร้อมกัน รายงานจาก Diffusion พบว่า 40% ของนักช้อปชาวอเมริกันเลือกซื้อสินค้าโดยตรงกับแบรนด์ ดังนั้นแบรนด์จำเป็นต้องมีสินค้าดาวเด่นซึ่งช่วยลดขั้นตอนการตัดสินใจให้กับผู้บริโภคกลุ่มนี้

ธุรกิจสามารถนำผู้ช่วยคนสำคัญอย่าง AI เข้ามาช่วยส่งเสริมแบรนด์ได้เช่นกัน อย่างเช่นที่ Amazon ร่วมมือกับบริการขนส่งสาธารณะในการนำส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว ไม่ต่างกับที่ Starbucks ที่เลือกเป็นพันธมิตรกับ Uber Eats ในการการันตีว่ากาแฟจะส่งถึงมือลูกค้าภายใน 30 นาที โดยมี AI เข้ามาเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้การขนส่งสินค้านั้นๆ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว อนาคตของร้านค้าต่างๆ จึงต้องเน้นไปที่การใช้งานข้อมูลเพื่อคาดการณ์พฤติกรรมและตอบสนองกับผู้บริโภคกลุ่มนี้ในแบบไร้รอยต่อทางการตัดสินใจ

ที่มาภาพเปิด  : Unsplash.com/elcuervo

ที่มา :
บทความ “ตามดู 9 เทรนด์ Influencer Economy หมดยุค ‘เนียน มาร์เก็ตติ้ง’ โฆษณาบอกตรงๆ คนรับได้”, เข้าถึงจาก https://www.brandbuffet.in.th/2020/02/tellscore-influencer-economy-2020/
บทความ “ “Economy of Trust” กฎของความไว้เนื้อเชื่อใจ เปรียบดังดวงใจ Influencer Marketing”, เข้าถึงจาก https://www.marketingoops.com/podcast/influencer-marketing/episode-7-economy-of-trust/
รายงาน Future Consumer 2021 จาก WGSN.com