image

Design & Creativity

สำรวจรสนิยมการดูหนังช่วงกักตัว: โหด/รัก/สยองขวัญ ลึกๆ แล้วบอกอะไรกับเรา? (พร้อมเผยลิสต์ 15 หนังดีน่าดู!)

Published Date : 22 พ.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

1,023

"เรื่องเล่าสามารถมอบวิธีคิดต่าง ๆ ที่จะอธิบายได้ว่าความยากลำบากมีจุดประสงค์ของมัน นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มนุษย์หันไปหาหนังสือและภาพยนตร์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราทุกข์ยาก" โรซาลี คเนคต์ (Rosalie Knecht) นักบำบัด นักสังคมสงเคราะห์คลินิก และนักเขียน ผู้ที่เชื่อว่า “หนังสือ” และ “ภาพยนตร์” สามารถเยียวยาจิตใจให้มนุษย์ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายส่วนตัวหรือความยากลำบากร่วมกันในเวลานี้ได้

แม้ภาพยนตร์บำบัดจะยังไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขว้างเหมือนกับ “บรรณบำบัด (Bibliotherapy)” หรือการบำบัดจิตใจโดยการใช้หนังสือ ที่หากใครได้อ่านถูกเล่มและถูกเวลา ก็จะสามารถบรรเทาทุกข์และฟื้นฟูสภาพจิตใจให้กลับมาดีขึ้นได้ แต่ในระยะหลังมานี้ก็เริ่มมีนักจิตวิทยาที่ใช้ภาพยนตร์มาทำหน้าที่บำบัดแบบเดียวกันกับหนังสือ หรือที่เรียกกันว่า “Cinematherapy” เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยที่ทนทุกข์กับปัญหา ความเครียด หรือมีภาวะเสี่ยงกับโรคซึมเศร้า ได้รู้จักการสะท้อนกลับของความคิด มองเห็นปัญหา หรือสามารถแก้ปัญหาชีวิตของตัวเองได้ดีผ่านการดูหนังได้ดียิ่งขึ้น

แล้วแนวทางการบำบัดจิตใจด้วยภาพยนตร์นี้สามารถอธิบายปรากฏการณ์ฮอตฮิตของหนังที่เล่าเรื่องความวินาศของโรคระบาดปริศนาอย่าง Contagion (2011) และซีรีย์สารคดี Pandemic (2000) ซึ่งได้รับความนิยมพุ่งพรวดติดอันดับต้น ๆ Netflix และช่องทางให้เช่าภาพยนตร์จาก iTunes ในไม่กี่เดือนที่ผ่านมาได้อย่างไรบ้าง

หนึ่งในเหตุผลหลัก ๆ ที่นักจิตวิทยาหลายคนเห็นตรงกันก็คือ เพราะมนุษย์ต้องการคำอธิบายของวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น แต่โรคระบาดที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนนี้ได้สร้างความสับสนทางจิตใจ ต่างกับเหตุการณ์สะเทือนขวัญอย่างกรณี 9/11 หรือเหตุก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทั่วโลก เพราะมนุษย์สามารถสืบค้นเรื่องราวและกล่าวโทษ “คนร้าย” ได้ค่อนข้างจะชัดเจน กลับกันในกรณีโรคระบาดที่ยากจะชี้ตัวคนร้ายให้ได้รับบทลงโทษ จึงทำให้มนุษย์ผู้ช่างสงสัยและยังไม่เคยประสบกับวิกฤตโรคระบาดในชั่วชีวิตนี้มาก่อน มุ่งหน้าหาคำอธิบายผ่านช่องทางอื่น ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือภาพยนตร์และสารคดี ที่เล่าเรื่องราวได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ได้ดีที่สุด เพื่อทำการเก็บรวบรวมข้อมูล เตรียมใจ ไปจนถึงการหาทางหนีทีไล่กับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ในแง่หนึ่ง นักจิตวิทยาอธิบายว่าการพยายามเข้าใจภาวะวิกฤตที่มนุษย์ยากจะควบคุมนี้ ผ่านการดูภาพยนต์ที่เล่าเรื่องจุดจบของโลก (Apocalypse) หรือโลกแบบดิสโทเปีย (Dystopia) สามารถใช้เป็น “ทางหนี” หรือหนทางในการ “ควบคุม” เหตุการณ์ร้าย ๆ ที่เราเผชิญอยู่ในขณะนี้ได้ เพราะเรารู้ดีว่า ท้ายที่สุดแล้วจะมีฮีโร่ปรากฏตัวและเข้ามาจัดการกับเหตุการณ์ยุ่งเหยิงนี้ได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง ตอนจบที่เหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลายลง จึงกลายเป็นทางออกแฟนตาซีที่เราใช้รับมือกับสิ่งที่เผชิญอยู่ซึ่งยังไม่รู้ว่ามันจะจบลงเมื่อไหร่ แต่ในอีกแง่หนึ่ง คริสติน่า สกอตต์ (Christina Scott) ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาประจำมหาวิทยาลัย Whittier College ได้ให้ความเห็นไว้ว่า ในช่วงเวลาอันเปราะบางเช่นนี้ บางคนก็อาจจะเลือกใช้ทางหนีที่ตรงกันข้าม อย่างการดูภาพยนตร์ประเภทโรแมนติกคอมเมดี้ (Romantic Comedy) หรือหนังที่หวนระลึกถึงความทรงจำในอดีต (Nostalgic) ซึ่งสามารถปลอบประโลมจิตใจให้ออกห่างจากความวิตกกังวลกับเหตุการณ์ในขณะนี้ได้ดีกว่า โดยสกอตต์ยังเสริมด้วยว่าหากคุณมีแนวโน้มเป็นคนที่วิตกกังวล ชอบปลีกวิเวก หรือเสี่ยงต่อการเป็นภาวะซึมเศร้า การดูหนังประเภทจุดจบของโลก ภัยพิบัติ หรือโลกดิสโทเปียต่าง ๆ อาจจะไม่ใช่ทางออกที่คุณควรมองหา หรืออาจกล่าวได้ว่าหนังประเภท Contagion (2011) ไม่ได้เหมาะสำหรับทุกคนในช่วงเวลาแบบนี้

ส่วนหนังอีกประเภทที่พาเมลา รัตเลจ (Pamela Rutledge) นักจิตวิทยาด้านการสื่อสารและผู้อำนวยการสถาบัน Media Psychology Research Center ได้แนะนำไว้ก็คือภาพยนตร์ประเภทระทึกขวัญ (Horror/Thriller) ที่ทำให้คนดูหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) และอะดรีนาลีน (Adrenaline) ในตอนที่รู้สึกกดดันและตึงเครียด เมื่อต้องคอยช่วยลุ้นให้ตัวละครหลักที่มักเป็นคนธรรมดา ได้ต่อสู้กับความชั่วร้ายหรือปีศาจเหี้ยมโหดที่คอยมารังแกตลอดเรื่อง ก็เป็นหนังอีกประเภทที่น่าดูในช่วงเวลาแบบนี้เช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่าหนังสยองขวัญส่วนมากมักจะดำเนินเรื่องไปในทิศทางที่คนดูสามารถเดาได้ และการคาดการณ์ที่ว่าคนดีจะเอาชนะคนชั่ว ท้ายที่สุดแล้วปีศาจร้ายก็ย่อมพ่ายแพ้ในที่สุด จะสามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้คนดูได้ว่า โลกนี้ยังมีความยุติธรรม ท้ายที่สุดหลังจากที่ทนทรมานนั่งดูเหตุการณ์ร้าย ๆ มาตลอดเรื่อง ร่างกายก็จะหลั่งฮอร์โมนโดปามีน (Dopamine) ให้เป็นรางวัล เมื่อเหตุการณ์ทั้งหมดคลี่คลายลงได้ด้วยดี การดูหนังประเภทระทึกขวัญแบบนี้จึงสามารถทำให้เรารู้สึกปลอดภัยได้อีกครั้งนั่นเอง

มาถึงจุดนี้ ผู้เขียนจึงขอจัดประเภทภาพยนตร์ 3 แบบที่น่าจะเหมาะกับการเก็บไว้ดูเพลิน ๆ ในยามกักตัวว่าง ๆ โดยการรีวิวจะเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ เพื่อให้ผู้อ่านได้รับชมภาพยนตร์ต่อได้อย่างเต็มอรรถรสที่สุดในภายหลัง ซึ่งภาพยนตร์ที่เลือกมานี้อาจจะเป็นเซฟโซนของการเสพความบันเทิงสำหรับบางคนให้ได้แฟนตาซีกันไปก่อนว่า เดี๋ยวเราก็จะผ่านพ้นวิกฤตที่เหมือนกับการวิ่งมาราธอนที่โหดร้ายครั้งนี้ไปได้ เหมือนกับตอนจบของหนังหลายเรื่องที่คลี่คลายได้อย่างโล่งอก

  • สายพร้อมฆ่า ท้าพุ่งชน! (Action/Crime/Dystopia)
    • Mad Max: Fury Road (2015) ขับไปฆ่า ตามหาบรรดาเมีย ในโลกดิสโทเปียที่มีคนดีดกีตาร์แย่งซีน
    • Thor: Ragnarok (2017) เทพกล้ามแน่น จังหวะซิทคอม พร้อมแก้ปมครอบครัว
    • John Wick (2014-2019) ล้างแค้นให้น้องหมา และพร้อมฆ่าในชุดสูท
    • Kill Bill (2003-2004) แค้นนี้ต้องฟันให้เลือดพุ่ง
    • Edge of Tomorrow (2014) ชีวิตวนลูป ที่เห็นทอม ครูซ ตายแบบไม่อิมพอสซิเบิล
       
  • สายใจบางรักความสงบ (Romantic/Comedy/Drama)
    • Flipped (2010) แฟนฉันฉบับฮอลลีวูด
    • Little Forest: Summer & Autumn/ Winter & Spring (2014-2015) ขอหนีเมืองกรุงไปกินอาหารบ้านเธอบ้างได้ไหม?
    • Amélie (2001) ตามติดชีวิตสาวปารีสจอมวุ่นวายที่มาเจอพระเอกได้ไง โอ้ย ฟินจัง!
    • Anne with an E สาวน้อยช่างฝัน พูดคำเวอร์วัง ในดินแดนกรีนเกเบิลส์
    • Whisper of the Heart (1995) เหมียวน้อยพาเด็กเนิร์ดมาปิ๊งรัก
       
  • สายบอกไม่กลัวแต่ใจเต้นรัวๆ เลยจ้ะ (Horror/Thriller/Mystery)
    • The Invisible Guest (2016) ผูกเงื่อนเก่งขนาดนี้ เป็นหัวหน้าลูกเสือสินะ
    • Hush (2016) พูดไม่ได้ ฟังก็ไม่ได้ยิน แต่ก็อาจฆ่าเธอได้นะ
    • Split (2016) เธอเป็นอย่างไงฉันอยากรู้ เพราะฉันดูเธอไม่ออก ยังคงไม่เข้าใจ...
    • Don't Breathe (2016) ตาแก่บ้าฆ่ายากจัง
    • The Shallows (2016) โหดขนาดนี้ รู้จักเมนูหูฉลามไหมจ๊ะ

ที่มาภาพ : jeshoots.com/Unsplash

ที่มา:
บทความ “Book and cinema therapists share their 'prescriptions' for surviving coronavirus quarantine” (มีนาคม 2020) โดย Gwen Aviles จาก nbcnews.com
บทความ “The psychology behind obsessively watching pandemic movies” (มีนาคม 2020) โดย  Jack King จาก i-d.vice.com
บทความ “Why Is the Movie "Contagion" So Popular During a Pandemic?” (มีนาคม 2020) โดย Pamela B. Rutledge จาก psychologytoday.com
บทความ “The Only Thing I Want To Do Is Binge-Watch Apocalypse Movies” (เมษายน 2020) โดย Krystie Lee Yandoli จาก buzzfeednews.com

เรื่อง : วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ