image

Design & Creativity

Rōmaji: ภาษาที่ไม่ทำให้ฝรั่งหลงทางเหมือนอย่างในเมืองไทย

Published Date : 5 ส.ค. 2562

Resource : Creative Thailand

5,062

ทำไมชาวต่างชาติที่เดินทางในเมืองไทยจึงไม่เป็นบ้าไปเสียก่อน เมื่อป้ายบอกสถานที่ในบ้านเราสะกดภาษาอังกฤษไปตามใจฉันเสียขนาดนั้น

ลงรถไฟฟ้าที่สถานี Ari เพื่อเข้าซอย Aree นี่ถูกใช่ไหม Charansanitwong กับ Jaransanitwong ใช่ถนนเดียวกันหรือเปล่า Ayudhaya กับ Ayutthaya อันไหนคือเมืองมรดกโลก

ทำไมปัญหาเดียวกันนี้ไม่เกิดขึ้นกับภาษาญี่ปุ่น เพราะอะไรการถอดภาษาญี่ปุ่นด้วยอักษรโรมัน จึงเอื้อต่อการแปลงกลับไปเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ถูกต้อง โดยไม่ต้องใช้ความสามารถในการเดาอย่างที่เกิดขึ้นในภาษาไทย

หลายคนรู้ว่าภาษาญี่ปุ่นมีระบบตัวอักษรที่เรียกว่า โรมะจิ ซึ่งเป็นการเขียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวอักษรโรมันอย่างเป็นระบบ ถึงจะมีหลายแบบ แต่อย่างน้อยมันก็บอกให้เรารู้ว่าชาวญี่ปุ่นมีวิธีสื่อสารภาษาตัวเองกับสากลอย่างมีมาตรฐาน

แม้ในความเป็นจริงโรมะจิไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อการนี้ แต่เป็นการใช้ตัวอักษรโรมันเขียนภาษาญี่ปุ่นสำหรับคนญี่ปุ่นเลยต่างหาก น่าจะเหมือนกับภาษามาเลเซียหรืออินโดนีเซียในปัจจุบันนั่นเอง

©Unsplash/Niketh Vellanki 

Rōmaji Club
เป็นที่รู้กันว่าภาษาญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลมาจากภาษาจีน ตัวอักษรจีนที่เรียกว่าคันจิซึ่งพัฒนามาจากอักษรภาพยังคงเป็นส่วนสำคัญของภาษาญี่ปุ่นในทุกวันนี้ 

ก่อนหน้าที่ญี่ปุ่นจะมีระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการ ระบบการเขียนก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานอย่างในปัจจุบัน ว่ากันตามจริงระบบการเขียนที่ใช้ในการศึกษาอย่างเป็นทางการก็เพิ่งมามีบทสรุปกันเมื่อไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา

ส่วนโรมะจิหรือการถอดภาษาญี่ปุ่นเป็นตัวอักษรโรมันที่เรียกว่า Romanization นั้นเพิ่งมาเริ่มต้นกันหลังการปฏิรูปเมจิ และเพื่อให้มีการใช้อย่างเป็นรูปเป็นร่าง จึงมีคนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมโรมะจิ หรือ Rōmaji Club ขึ้นในปี 1885 เพื่อเผยแพร่การเขียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวอักษรโรมัน มีการจัดทำนิตยสารโรมะจิ และในเวลาเพียงสามปี สมาคมโรมะจินี้ก็มีสมาชิกกว่าหนึ่งหมื่นคน

เหตุผลเบื้องหลังการรณรงค์ให้ญี่ปุ่นหันมาใช้ระบบโรมะจิก็คือ การพัฒนาการศึกษาในช่วงเวลานั้นที่หลายคนเห็นว่าหากสามารถลดทอนความซับซ้อนในการเขียนภาษาญี่ปุ่นลงได้ ก็จะลดเวลาการเรียนการสอนในการฝึกเขียนประโยคลงไปได้มาก และคงจะดีกว่าหากเอาเวลาเหล่านั้นไปพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ หรือวิชาที่สำคัญอื่นๆ ในยุคแห่งการพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในยุคเมจิ

"เวลาส่วนใหญ่ในโรงเรียนถูกใช้ไปกับการฝึกเขียนอักษรภาพ (ideogram) 4,000 ตัว ซึ่งส่วนใหญ่อ่านได้ 3-4 แบบ และเขียนได้อย่างน้อย 3 แบบ" คือประโยคที่นักการศึกษาคนสำคัญในยุคเมจิ นิโบะเตะ อินะโซ กล่าวไว้

ช่วงเวลาของการเข้าสู่ความเป็นตะวันตกในยุคเมจิ จึงรวมถึงความพยายามของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศญี่ปุ่นยุคนั้น ในการจัดระเบียบภาษาใหม่เพื่อพัฒนาการศึกษาของญี่ปุ่นด้วย และการใช้ตัวอักษรโรมันแทนอักษรซับซ้อนจากจีนก็คือทางเลือกที่พวกเขามองว่ามีประสิทธิภาพที่สุดในเวลานั้น

แต่สมาคมโรมะจิก็ไปไม่ถึงฝั่งฝัน การใช้ระบบตัวอักษรไม่สามารถทำให้ชีวิตง่ายขึ้น อีกทั้งยังยากแก่การทำความเข้าใจสำหรับชาวญี่ปุ่น การปิดตัวสมาคมโรมะจิลงในปี 1892 กลายเป็นสิ่งที่บอกว่าความกระตือรือร้นที่จะเป็นตะวันตกมากเกินไปอาจไม่ใช่สิ่งที่ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ระบบการถอดอักษรโรมะจิที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันสองในสาม ได้แก่ระบบเฮปเบิร์น และรบบนิฮง-ฌิคิ  ก็ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงเวลานี้เอง

ต่อสู้เพื่อวางรากฐาน
เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 20 ได้ไม่นาน ญี่ปุ่นก็เป็นผู้ชนะในสงครามกับรัสเซีย โรมะจิจึงได้รับความสนใจอีกครั้งในฐานะสื่อกลางในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่นในเวทีสากล มีสมาคมโรมะจิเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง มีการจัดทำนิตยสารครั้งใหม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นใหม่อย่างแท้จริงก็คือ การบรรจุการเรียนการสอนโรมะจิไว้ในระบบการศึกษา ก่อนที่จะพัฒนาไปสู่การใช้ในสำนักงานไปจนถึงการสื่อสารระหว่างประเทศ

ตามมาด้วยการเบ่งบานของอุดมการณ์ชาตินิยม ในปี 1939 นักศึกษามหาวิทยาลัยวาเซดะกลุ่มหนึ่งที่สนับสนุนการใช้โรมะจิถูกตำรวจลับจับกุมในข้อหาต้านชาติ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าโรมะจิซึ่งเป็นการเขียนภาษาญี่ปุ่นด้วยตัวอักษรโรมันนั้นถูกมองว่าเป็นภัยต่อ "จิตวิญญาณญี่ปุ่น"

เมื่อสงครามผ่านพ้นไป ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และอยู่ภายใต้การกำกับของอเมริกาในทศวรรษหลังสงคราม มันคือช่วงเวลาของการปฏิรูปซึ่งรวมถึงระบบภาษา บนเหตุผลที่ว่าเอกสารราชการซึ่งรวมถึงรัฐธรรมนูญนั้นควรจะอ่านง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป ในขณะเดียวกัน การสร้างญี่ปุ่นขึ้นใหม่นั้นไม่ควรพึ่งพาแต่นักวิชาการหรือเทคโนแครต แต่จำเป็นต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้คนควรเอาเวลาไปศึกษาความรู้ด้านดังกล่าวมากกว่าทุ่มเทเวลาฝึกฝนภาษาอันซับซ้อน ฟังดูไม่ต่างจากความคิดในช่วงปฏิรูปเมจิสักเท่าไร

©sites.google.com

แต่สิ่งที่ต่างก็คือมันได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สองเดือนหลังจากญี่ปุ่นแพ้สงคราม สมาคมโรมะจิใหม่ในชื่อ Japan Romanization Society ก็ร่วมมือกับกลุ่มรณรงค์ปฏิรูปการเขียนภาษาญี่ปุ่นกลุ่มอื่น รวมถึงกลุ่มที่สนับสนุนการใช้ตัวอักษรคะนะเป็นตัวอักษรทางการ เสนอแผนปฏิรูปภาษาซึ่งกลายเป็นประเด็นสำคัญของการก้าวต่อไปข้างหน้าของญี่ปุ่นในขณะนั้น

แม้ในที่สุดแล้ว ญี่ปุ่นจะยังคงใช้ระบบผสมตัวอักษรสามแบบในการเขียนประโยคต่อไป (คันจิ-ฮิะระงะนะ-คะตะคะนะ) แต่โรมะจิก็ไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน อีกทั้งมีส่วนอย่างมากในการลดช่องว่างทางการสื่อสารและการรับเทคโนโลยีจากโลกตะวันตก ไปจนถึงอำนวยความสะดวกในการพัฒนาเข้าสู่ยุคคอมพิวเตอร์จนถึงระบบอัตโนมัติ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าในวันที่ญี่ปุ่นเริ่มใช้คอมพิวเตอร์นั้นจะมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับวิธีป้อนข้อมูลมากมายเพียงใด โดยในปัจจุบันโรมะจิเป็นวิธีที่แพร่หลายในการป้อนข้อมูล และช่วยแสดงผลในเครื่องมือที่ไม่สนับสนุนตัวอักษรญี่ปุ่นรูปแบบอื่น ส่วนเด็กญี่ปุ่นทุกคนได้รับการสอนให้ใช้โรมะจิในโรงเรียนประถมศึกษานับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา

ทั้งหมดที่เล่ามานั้นราวกับการเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย (ฝ่ายนิยมคันจิ ฝ่ายนิยมคะนะ ฝ่ายนิยมโรมะจิ) แต่หากพวกเขาไม่ใช้เวลาทุ่มเถียงกันว่าอะไรคือระบบที่ดีที่สุดในการสื่อสาร และพยายามจะสร้างมาตรฐานให้กับมัน เป็นไปได้ว่าพวกเราก็อาจต้องหลงทางเวลาไปญี่ปุ่น ด้วยการถอดภาษาตามใจฉันที่ชาวต่างชาติปวดหัวกับเราก็เป็นได้

หมายเหตุว่าภาษาไทยก็ใช่ว่าไม่มีระบบถอดภาษารองรับ เพราะราชบัณฑิตยสถานก็มีการบัญญัติ “หลักเกณฑ์การถอดอักษรไทยเป็นอักษรโรมันแบบถ่ายเสียง” ไว้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เราอาจไม่ใส่ใจที่จะใช้ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมันใช้แล้วไม่เวิร์ก หรือเราไม่รู้ว่ามันมีอยู่ หรือเราไม่ได้ใส่ใจว่ามันควรใช้ให้เป็นมาตรฐาน หรือเพราะเรากลัวเสียบุคลิกทำอะไรตามใจคือไทยแท้กันแน่

ที่มาภาพเปิด : flickr/tagosaku_japan

ที่มา : บทความ The Rōmaji Movement in Japan โดย Nanette Gottlieb, Journal of the Royal Asiatic Society, Vol. 20 No. 1, มกราคม 2010

เรื่อง : Little Thoughts