image

Design & Creativity

เบื้องหลัง ‘งานออกแบบญี่ปุ่น’ คุยกับโนริโกะ คาวาคามิ ภัณฑารักษ์นิทรรศการ Japanese Design Today 100

Published Date : 10 มิ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

5,224

อะไรทำให้งานออกแบบญี่ปุ่นสร้างอิทธิพลระดับโลก? 

เสร็จสิ้นไปเมื่อไม่นานมานี้กับนิทรรศการ “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น” Japanese Design Today 100 ที่จัดขึ้นที่ TCDC กรุงเทพฯ นิทรรศการที่สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับ เจแปนฟาวน์เดชั่น กรุงเทพฯ โดยได้รวบรวมผลงานการออกแบบญี่ปุ่นที่คัดสรรมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1950 ถึง 1990 เพื่อแสดงให้เห็นอัตลักษณ์และความพิเศษของงานดีไซน์ญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าอกเข้าใจในสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการอย่างแท้จริง

เราชวนคุณโนริโกะ คาวาคามิ หนึ่งในภัณฑารักษ์ผู้อยู่เบื้องหลังนิทรรศการ มาร่วมพูดคุยกับเราตั้งแต่แนวทางการคัดเลือกวัตถุจัดแสดง แนวคิดการทำงานร่วมกันระหว่างงานฝีมือและงานออกแบบร่วมสมัย และอะไรคือหัวใจสำคัญของงานออกแบบสไตล์ญี่ปุ่น 

คนญี่ปุ่นมีจิตวิญญาณของการพยายามตามหาและค้นหาสิ่งที่ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะมองหาพัฒนาการหรือการเติบโตอยู่เสมอ ซึ่งจิตวิญญาณนี้ไม่ได้มีอยู่แค่เฉพาะในตัวดีไซเนอร์เท่านั้น แต่เป็นจิตวิญญาณที่ทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับงานหรือการผลิตงานมีร่วมกัน

อะไรคือความหมายของ ‘งานออกแบบญี่ปุ่น’ ในมุมมองของผู้อยู่เบื้องหลังนิทรรศการ ‘ออกแบบ แบบญี่ปุ่น’
“การจะได้มาซึ่งนิยามหรือเกณฑ์ในการเลือกสรรชิ้นงานที่สื่อถึงความเป็น ‘งานออกแบบญี่ปุ่น’ มาจากการทำงานร่วมกันของภัณฑารักษ์ทั้ง 4 คน คือ คุณฮิโรชิ คาวาคามิ คุณมาซาฟูมิ ฟูคากาวะ คุณชู ฮางิวาระ และตัวดิฉันเอง ซึ่งคำถามหลักที่เราพยายามค้นหาคำตอบคือ ‘อะไรคือลักษณะเด่น หรือ ลักษณะเฉพาะของงาน ดีไซน์ญี่ปุ่น’ ซึ่งหนึ่งในคำตอบที่เราได้มา คือคำว่า Harmony หรือ ความกลมเกลียวและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อย่างที่จะเห็นได้ว่าภายในนิทรรศการเองก็จะมีการจัดแสดงผลงานที่เป็นองค์ประกอบระหว่างสิ่งที่มีความแตกต่างกันทั้งในเรื่องของวัสดุและวิธีคิด เพื่อแสดงให้เห็นความต่างที่สอดประสานกันได้อย่างลงตัว

ทำไมถึงเลือกของใช้ในชีวิตประจำวันมาเป็นตัวแทนของงานออกแบบญี่ปุ่น
“วิถีชีวิตมีความเกี่ยวของกับวัฒนธรรมอย่างชัดเจน และเราต้องการจะสื่อสารถึงวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เป็นปัจจุบันของญี่ปุ่นผ่านงาน Japanese Design Today 100 ดังนั้นเมื่อเรามองว่าวัฒนธรรมคือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต การที่เราจะเล่าถึงวัฒนธรรมให้คนต่างชาติฟัง ว่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นเป็นยังไง ก็คือการเล่าผ่านวิถีชีวิตหรือชีวิตประจำวัน เพื่อที่จะทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกว่าได้สัมผัสบรรยากาศของวิถีชีวิตแบบญี่ปุ่นจริง ๆ”

อะไรที่ทำให้แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน งานออกแบบญี่ปุ่นก็ยังทันสมัยอยู่ตลอดเวลา
“คนญี่ปุ่นมีจิตวิญญาณของการพยายามตามหาและค้นหาสิ่งที่ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา พวกเขาจะมองหาพัฒนาการหรือการเติบโตอยู่เสมอ ซึ่งจิตวิญญาณนี้ไม่ได้มีอยู่แค่เฉพาะในตัวดีไซเนอร์เท่านั้น แต่เป็นจิตวิญญาณที่ทุกคนที่มีความเกี่ยวข้องกับงานหรือการผลิตงานมีร่วมกัน เช่น การจะผลิตกระดาษสักแผ่น นอกจากจะต้องคำนึงถึงกระบวนการผลิตแล้ว การจะทำยังไงให้เวลาสัมผัสกระดาษแล้วรู้สึกดีกว่าเดิม ก็เป็นสิ่งที่ต้องหาคำตอบเช่นกัน หรืออย่าง Walkman ของ Sony ก็มีทั้งวิศวกรและนักออกแบบที่ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะสร้างสรรค์งานที่ดีกว่าเดิม ดังนั้นนี่จึงเป็นจิตวิญญาณที่คนทำงานฝ่ายผลิตต้องพยายามค้นหาคำตอบไปพร้อม ๆ กับนักออกแบบ นอกจากนี้งานออกแบบญี่ปุ่นไม่ได้พยายามจะสร้างเทรนด์หรือไม่ได้จะพยายามจะสร้างกระแสขึ้นมาอย่างเดียว แต่งานออกแบบญี่ปุ่นพยายามจะตอบคำถามอย่างจริงจังว่า สิ่งที่ออกแบบแต่ละชิ้นกำลังตอบโจทย์อะไร ดังนั้นกระบวนการผลิตงานแต่ละชิ้นจึงใช้เวลาค่อนข้างนาน แต่ว่าในขณะเดียวกันผลงานที่ได้ก็จะเป็นสิ่งที่ใช้ต่อไปได้อีกนานเช่นกัน”

จุดเด่นของงานคราฟต์หรืองานหัตถกรรมของญี่ปุ่นคือแต่ละท้องถิ่นมีงานฝีมือที่ไม่เหมือนกัน มีความคล้ายกับเมืองไทยตรงที่แต่ละท้องถิ่นก็มีวัสดุขึ้นชื่อของตัวเอง มีเทคนิควิธีของตัวเอง มีนวัตกรรมของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นการไปถึงแหล่งผลิตหรือว่าแหล่งที่มีความรู้ มีนวัตกรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์ของงานฝีมือและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ในยุคแห่งเทคโนโลยี
“สองสิ่งที่ทำให้งานฝีมือหรืองานที่ใช้เทคนิคโบราณยังคงได้รับความนิยมในญี่ปุ่นคือ 1.) โอกาสที่ทำให้คนเข้าถึงหรือได้เห็นสิ่งเหล่านี้มีมากขึ้น เช่น มีนิทรรศการและมีพิพิธภัณฑ์ 2.) มีร้านค้าที่นำเอาของเหล่านี้กลับมาขายมากขึ้น ซึ่งมีทั้งการขายสินค้าแบบดั้งเดิมและการนำสิ่งที่มีอยู่เดิมมาขายในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น บริษัททำกล่องใส่ชา Kaikado ที่มีประวัติสืบทอดกิจการยาวนานมากว่าสามรุ่น ในช่วงปี 60s - 70s ซึ่งเป็นยุคของเจ้าของกิจการรุ่นที่สอง ธุรกิจดั้งเดิมแบบนี้ล้วนได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมโรงงานต่าง ๆ อย่างหนัก จนเกือบจะล้มเลิกกิจการและถึงกับบอกลูกชาย (เจ้าของกิจการรุ่นที่สาม) ว่าไม่ต้องสืบทอดกิจการต่อแล้วก็ได้ แต่เจ้าของกิจการรุ่นที่สามกลับมองว่า ในยุคปัจจุบันเป็นยุคที่เต็มไปด้วยโอกาส ยิ่งช่วงระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา เรามีอินเทอร์เน็ตใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตอนนี้นอกจากจะเป็นกล่องใส่ชาธรรมดา ๆ Kaikado ได้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นลำโพงแบบพกพา ที่ยังคงความสง่างามของความเป็นงานฝีมือไว้ได้อย่างชัดเจน”

“จุดเด่นของงานคราฟต์หรืองานหัตถกรรมของญี่ปุ่นคือแต่ละท้องถิ่นมีงานฝีมือที่ไม่เหมือนกัน มีความคล้ายกับเมืองไทยตรงที่แต่ละท้องถิ่นก็มีวัสดุขึ้นชื่อของตัวเอง มีเทคนิควิธีของตัวเอง มีนวัตกรรมของตัวเองอยู่แล้ว ดังนั้นการไปถึงแหล่งผลิตหรือว่าแหล่งที่มีความรู้ มีนวัตกรรม จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะว่ากระบวนการสร้างงานออกแบบหรืองานคราฟต์นั้น ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ตัววัสดุเลย การไปลองผิดลองถูก ให้เวลากับการค้นคว้าศึกษาตั้งแต่ต้นจะทำให้ได้ผลงานที่ดีและมีคุณค่า อย่างการทำงานของ Issey Miyake แฟชั่นดีไซเนอร์ชื่อดังชาวญี่ปุ่นที่มักจะได้รับการขนานนามว่าเป็นคนที่สามารถสร้างงานจากผ้าเพียงผืนเดียว ก็เริ่มต้นจากการเดินทางไปทั่วประเทศเพื่อจะหาวัสดุที่ดีและเหมาะสมกับงานของเขามากที่สุด เช่น ชุดกระโปรง 132 5. ISSEY MIYAKE “No.1 Dress” เป็นชุดที่ทำจากผ้ารีไซเคิล 100% ซึ่งโดยปกติแล้วผ้าที่ถูกรีไซเคิลจะไม่มีความละเอียดอ่อนเลย และมักจะถูกนำไปใช้ทำเต็นท์ ดังนั้นผลงานชิ้นนี้จึงเป็นการทำงานร่วมกับคนที่พัฒนาเทคนิคและเทคโนโลยี เพื่อที่จะทำให้เครื่องจักรสามารถผลิตเนื้อผ้าหรือเนื้อวัสดุที่มีคุณภาพมากขึ้นได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการค้นคว้่าวิจัยนานมาก กว่าที่จะทำให้เนื้อผ้าแข็ง ๆ นุ่มขึ้น และกลายเป็นผ้าที่คนสวมใส่แล้วรู้สึกสบาย ดังนั้นเคล็ดลับการทำงานของเขาจึงไม่ได้เริ่มต้นจากผ้า แต่ต้องเริ่มจาก ‘เส้นด้าย’ ก่อน” 

จาก Design Today สู่ Design Tomorrow 
“เราต้องพยายามจะพัฒนาของเก่าหรือของโบราณที่มีมานานแล้วให้ไปต่อให้ได้ ไม่ใช่แค่หยุดที่วันนี้ แต่ต้องพยายามส่งต่อไปยังโลกวันพรุ่งนี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากการตั้งคำถามว่า ‘จะทำอย่างไรที่ให้สิ่งที่มีมาอยู่เดิม สามารถอยู่ต่อไปได้’ ในขณะเดียวกันผู้ผลิตและนักออกแบบก็ต้องถามกับตัวเองด้วยว่า เราควรจะผลิตข้าวของเครื่องใช้แบบเดิม ๆ แล้วทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมแบบเดิม ๆ ต่อไปหรือเปล่า หรือว่าควรจะมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงแนวทางให้ดีขึ้น เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับมนุษย์ สอนให้เรารู้ว่าเวลาเรานำเทคโนโลยีมาใช้ เราจะใช้แค่เพื่อสรรเสริญเยินยอหรือว่าชื่นชมกับการเติบโตของเทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ได้ แต่เราต้องตั้งคำถามด้วยว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นจะมาปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์อย่างไรบ้าง ซึ่งคำถามพวกนี้น่าจะเป็นสิ่งที่นำพาเราไปสู่อนาคต”

สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของการออกแบบญี่ปุ่นที่ล้วนเป็นส่วนผสมของความพิถีพิถันและการตั้งคำถาม เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ที่มีอยู่เดิม ให้เดินหน้าสู่ความเป็นไปได้ใหม่ ๆ สำหรับผู้ที่สนใจดื่มด่ำกับความพิเศษของดีไซน์แบบญี่ปุ่นแท้ ๆ ผ่านผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวัน สามารถติดตามนิทรรศการ “ออกแบบ แบบญี่ปุ่น” Japanese Design Today 100 ได้ในวันที่ 8 - 30 มิถุนายน 2562 ที่ห้องนิทรรศการ TCDC เชียงใหม่ และในวันที่ 12 - 28 กรกฎาคม 2562 ที่หอศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เรื่อง : ณัฐชา ตะวันนาโชติ | ภาพ : มนตรี โสภา