image

Product Design

Kanz by Thaitor: ด้วยความที่อยู่ติดกับผ้ามาตั้งแต่เด็ก

Published Date : 13 มิ.ย. 2562

Resource : TCDC CONNECT

2,428

ต้นทุนในชีวิตของแต่ละคน อาจจะไม่ได้มีเท่ากัน บางครั้งการที่มีต้นทุนในชีวิตมาแล้ว ก็ไม่สามารถการันตีความสำเร็จได้ 100% มันอยู่ที่แต่ละคนจะพยายามต่อยอดต้นทุนชีวิตนั้นอย่างไร วันนี้ทาง TCDC CONNECT ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับคุณกานต์ศิริ พิทยะปรีชากุล หรือคุณกิ๊ก โดยเธอเล่าให้ทีมงานฟังว่าเริ่มแรกของการทำแบรนด์ เริ่มมาจากคุณพ่อคุณแม่ ชื่อแบรนด์ว่า “ไททอ (Thaitor)” ทำผ้าบาติกขายที่ตลาดนัดสวนจตุจักร เมื่อ 15 ปีก่อน ส่งออกผ้าบาติกขายทั้งในเอเชียและยุโรป โดยมีโรงงานเล็กๆ ที่จังหวัดแพร่บ้านเกิด เป็นแบบอุตสาหกรรมเล็กๆ  คุณแม่จะไปขายผ้าที่จตุจักรทุกๆ อาทิตย์ ทำให้กิ๊กได้มีโอกาสเจอลูกค้าของแม่ตั้งแต่เด็กๆ พอถึงช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย เลยตัดสินใจเลือกเรียนออกแบบแฟชั่น สาขาการออกแบบพัสตราภรณ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ หลายคนสงสัยว่าทำไมเรียนออกแบบแฟชั่น ทำไมไม่เรียน textile กิ๊กมองว่า “ถ้ามีความรู้ด้านแฟชั่นมากขึ้น ก็จะสามารถนำวิชาความรู้ด้านแฟชั่นมาต่อยอดทำเสื้อผ้าให้กับแบรนด์ของที่บ้านได้”

พอเรียนจบ ก็มาก็ทำงานที่กรุงเทพฯ อยู่ 2 ปี ก่อนตัดสินใจย้ายกลับมาทำแบรนด์ของพ่อกับแม่ต่อโดยใช้ผ้าบาติกที่เรามีนี่แหละมาเป็นตัวสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ เพราะตอนนี้แทบทุกแบรนด์ที่แพร่ จะฮิตทำเพ้นท์ฮ่อมซะส่วนใหญ่ ส่งผลให้ ผ้าบาติกแบบเหนือดั้งเดิมกำลังจะสูญหายไป กิ๊กเลยตั้งใจว่าจะนำผ้าบาติกแบบเหนือดั้งเดิมมาเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยนำเอาเทคนิคแบบดั้งเดิมมาผสมผสานกับเทคนิคใหม่ที่ศึกษา ค้นคว้า ลองผิดลองถูกมาจนเกิดเป็นลายแบบสมัยใหม่ บวกกับการดีไซน์เสื้อที่เหมาะกับคนหลายบุคลิกที่อยากสนุกในการแต่งตัวมากขึ้น โดยแบรนด์ของเราจะเน้นการใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่เรื่องของวัตถุดิบ ออกแบบ ตัดเย็บ และเก็บรายละเอียดของเสื้อผ้าในทุกขั้นตอน

 

การเติบโตของ Kanz by Thaitor 

ด้วยความที่เติบโตมากับผ้า เวลาที่พ่อแม่ไปเลือกผ้า หรือไปส่งผ้าบาติกตามภาคต่างๆ ก็ติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ แจะสอนการดูผ้าทอในแต่ละจังหวัด ว่าผ้าแบบนี้เรียกว่าอะไร ชื่อลายอะไร  พ่อกับแม่จะคอยสนับสนุนและให้เรามีส่วนร่วมกับงานผ้าตลอด กิ๊กเริ่มทำบาติกด้วยตัวเองครั้งแรกตอน 10 ขวบ ส่วนชื่อแบรนด์ Thaitor มาจากเมื่อ15 ปีก่อน มีผู้ใหญ่ที่เคารพและเป็นผู้สนับสนุนผลงานของแบรนด์มาตลอดตั้งให้ โดยบอกกับครอบครัวกิ๊กว่า “อย่าทิ้งการทำบาติกนะ จงทำมันต่อไป” เพื่อความร่วมสมัย

ตอนนี้แบรนด์ได้ปรับเปลี่ยนลายผ้าใหม่ทั้งหมด โดยผ่านเอาเศษวัสดุธรรมชาติหรือสิ่งของเหลือใช้มาทำลวดลายให้เกิดเป็น texture ใหม่ ๆ มีมิติเหมือนผ้าพิมพ์เพิ่มมากขึ้น และกิ๊กได้ Re-branding ใหม่ โดยใช้ชื่อแบรนด์ว่า Kanz by Thaitor (แคนซ์ บาย ไททอ) ภายใต้แนวคิด “ WE  MADE FROM OUR  HEART ” เน้นที่ความใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด ผสมผสานกับแนวคิดของแบรนด์คือ ต้องการอนุรักษ์ผ้าบาติกดั้งเดิมที่แพร่ให้ยังคงอยู่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไป และอยากสนับสนุนให้ทุกคนสนุกกับการใส่ผ้าไทยมากขึ้น แม้ว่ามันไม่ได้ตามเทรนด์ แต่ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งที่ได้สวมใส่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

 

“WE MADE FROM OUR HEART”

 “ทำอะไรแล้วมีความสุข เราจะทำมันได้ดีและผลงานออกมาดี โดยที่ไม่รู้สึกเหนื่อย”
“การได้พูดคุยกับลูกค้าโดยตรง ทำให้เราได้รู้ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ”
“การทดลองเทคนิคแปลกๆ ทำให้เราสนุกขึ้น”

 

ผลงานทุกชิ้นของแบรนด์ มันคือ Master Piece 

จุดเด่นของแบรนด์ กิ๊กมองว่าเป็นเรื่องของลวดลายผ้า ที่บ่งบอกเรื่องราวของแบรนด์ผ่านฝีแปรงและขั้นตอน เพราะในทุกขั้นตอนเป็นการทำมือ ทุกชิ้นมันคือ Master Piece ของแบรนด์ มาจากอารมณ์ที่ทำในขณะนั้น แม้จะทำใหม่ซ้ำ ก็จะไม่ได้ลายเหมือนเดิมทุกประการ เลยทำให้เป็นจุดขายของแบรนด์ นอกจากลายผ้าแล้ว แบรนด์ยังใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด ไม่ว่าด้วยวัตถุดิบ แพทเทิร์น หรือขั้นตอนการเก็บรายละเอียด ถ้าเป็นลูกค้าที่สั่งออนไลน์ แต่ละ Package ก็จะไม่เหมือนกัน กิ๊กจะเขียน Logo บนถุงทุกๆ ใบที่จัดส่งว่า “ WE MADE FROM OUR HEART” โดยมีกลุ่มลูกค้าของแบรนด์เป็นกลุ่มคนที่สนใจ ศิลปะ และงานคราฟท์ อายุ 28 - 40 ปี เสื้อผ้าของแบรนด์จะถูกดีไซน์ออกมาให้สนุกกับการแต่งตัวในรูปแบบ mix & match ใส่ได้ในทุกโอกาส ทุกเพศ มี Lifestyle เพื่อตอบโจทย์ของลูกค้า

ส่วนเรื่องของการตลาดจะเริ่มจากตัวกิ๊กเองก่อนเป็นอันดับแรก เริ่มจากจังหวัดตัวเอง จากเล็กๆ ขยายไปใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในโลกออนไลน์ เช่น Facebook, Instagram จนมี Shop ในกรุงเทพฯ นอกจากนี้ กิ๊กยังเป็นคนที่ติดต่อกับลูกค้าเองโดยตรง จัดส่งสินค้าเองทั้งหมด ได้แชร์ความคิดหรือ Costumer Relationship กับลูกค้า ทำให้ทราบถึงปัญหาที่ลูกค้าพบเจอ ทำให้นำปัญหาที่พบไปพัฒนาสินค้าของแบรนด์ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ โดยมีโมเดลธุรกิจเป็นแบบค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไปในแบบของเรา ทำไปแก้ปัญหาไปทีละจุด สิ่งที่สำคัญในการต่อยอดแบรนด์เรา ไม่ใช่แค่คนในครอบครัว แต่เป็นการกระจายรายได้ให้กับคนในชุมชนให้มีศักยภาพ และความสามารถในการออกแบบ ให้งานเราออกมามีความหลากหลายมากขึ้น

 

อุปสรรคที่พบเจอ

อย่างแรกคงเป็นเรื่องสภาพดินฟ้าอากาศ ฤดูกาลมีผลอย่างมากต่อการย้อม โดยฌพาะฤดูฝน สีย้อมจะด่าง ไม่เสมอกัน จำเป็นปรับตารางการทำงานใหม่ ว่าช่วงไหนควรทำโทนสีไหนแทน ถัดมาเป็นเรื่องของการตีมูลค่าของชิ้นงานน้อยเกินไป ทั้งๆ ที่วันหนึ่ง กำลังการผลิตอยู่ที่ 5-10 ผืนเท่านั้น ทำให้แบรนด์จำเป็นต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรดีให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม ให้สมกับราคา กระบวนการคิด และผลิต จนพบว่าการทดลองทำซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้งานออกมาดีที่สุดนั้นคือคำตอบ

 

การสร้างเครือข่ายธุรกิจเป็นมากกว่าครอบครัว

การสร้างเครือข่ายธุรกิจสำคัญมากกับแบรนด์ เพราะเปรียบเสมือนการบอกเล่าเรื่องราวของการทำงานของคนแต่ละสายงาน มาแชร์กัน ช่วยเหลือกัน เพื่อหาทางช่วยกันแก้ไขปัญหา กลุ่มเครือข่ายธุรกิจ จริงๆ แล้วจะเป็นมากกว่าครอบครัวซะด้วย เหมือนต่อสายป่านให้กันและกัน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ไม่ได้มองแค่ผลประโยชน์ แต่เป็นการช่วยกันพยุงให้อยู่รอดด้วยกัน โดยแบรนด์เราเองก็ทำกันมาหลายปี ในทุกๆ ปีจะมีการจัดตลาด เนิบ เนิบ มาร์เก็ต ที่โฮมสเตย์ของเราเอง (Homelynestphrae) โดยทำเป็นพื้นที่ชวนคนทำงานฝีมือทุกแขนงมาเจอกัน มาขายของกัน แชร์ไอเดียหรือเป็นพื้นที่การปล่อยของ มีทั้งอาหาร ขนม ดนตรี เสื้อผ้า และ Workshop มากมาย แค่นี้ก็มีความสุขแล้วที่ได้เห็นคนที่สนใจงานฝีมือมาจับจ่ายใช้สอยกัน นั่งคุยกันด้วยรอยยิ้ม

 

Innovative กับ Craft มาคู่กันเสมอ

ตอนนี้มองว่า Innovative Craft พัฒนาไปในทางที่ดี และต่อเนื่องแบบไม่หยุดนิ่ง โดยกิ๊กเชื่อว่านักออกแบบรุ่นใหม่จะพยายามเก็บสิ่งที่ดีแบบเดิมไว้ แล้วค้นคว้าพัฒนานำไปต่อยอดทางความคิดผ่านการทดลองเทคนิคใหม่ในรูปแบบต่างๆ เช่น ถ้าในเรื่องของเส้นใยผ้าจะเห็นได้ชัดมากในด้านการใช้นวัตกรรมมาเสริม เพื่อให้มีผ้าทอที่สามารถใส่ได้ในทุกฤดูกาล โดยผสมเส้นใยหลายๆ ชนิดนำมาทอในผืนเดียว หรือการเพิ่มเส้นใยคอลลาเจนเข้าไปเพื่อให้ผ้านุ่มขึ้นและทนทานมากขึ้น กิ๊กเชื่อเสมอว่า Innovative กับ Craft มาคู่กันเสมอ

 

เกร็ดข้อคิดปิดท้าย

“อะไรที่ออกจากความเป็นตัวตนของเราจริงๆ เชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นยั่งยืนกับเราเสมอ และเมื่อเราคิดว่าสิ่งที่เราทำมันยั่งยืนแล้ว เราควรให้โอกาสแบ่งปันให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วม”
“การลองผิด ลองถูก ทำให้เราได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ”
“การรับฟังความคิดเห็นของคนร่วมงาน ทำให้เรามีโอกาสแก้ไขสินค้าให้ดียิ่งขึ้นไป”
“ทุกอย่างเราเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวก่อน จะทำให้เราต่อยอดได้เพิ่มขึ้น”