image

Business & Industrial

Herbpiness บำบัดใจด้วยกลิ่นสมุนไพรในรั้วบ้าน

Published Date : 6 ส.ค. 2563

Resource : Creative Thailand

3,771

เครียดกับงาน เสียเวลาไปกับการเดินทางวันละ 2-3 ชั่วโมง และคุณภาพชีวิตที่ไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น เป็นภาวะที่รุมเร้าคนไทยมายาวนาน เช่นเดียวกับ หลี–ประภาวี ศิวเวทกุล ที่ตัดสินใจออกจากงานประจำสายกราฟิกดีไซน์ มาทำแบรนด์ของตนเองในชื่อ Herbpiness โดยเริ่มต้นจากสมุนไพรในรั้วบ้าน

หลีเล่าให้เราฟังว่าเธอเติบโตมากับคุณแม่ผู้เป็นนักชีววิทยาและชื่นชอบการปลูกสมุนไพร จึงคุ้นเคยกับการใช้สมุนไพรเป็นทางเลือกในการรักษาก่อนยาปฏิชีวนะ เช่น กินฟ้าทะลายโจรแก้ไข้ นำตำลึงมาพอกบริเวณยุงกัด เมื่อคุณแม่เข้าสู่วัยเกษียณ สมุนไพรในรั้วก็ยิ่งเพิ่มพูน เธอจึงนำกลิ่นหอมและสรรพคุณของสมุนไพรมาต่อยอดเป็นแบรนด์อโรมาติกพร้อมกับความตั้งใจว่าจะส่งต่อความสุขเล็กๆ ให้กับทุกคน

ร่างกายเป็นรากฐานสำคัญของ ‘ใจ’
“Herbpiness เริ่มต้นจากความตั้งใจที่อยากให้คนใช้สมุนไพรอย่างปลอดภัย และมีสุขภาพดี เพราะร่างกายที่แข็งแรงเป็นเหมือนรากฐานที่สำคัญของจิตใจ” หลีเล่าถึงจุดเริ่มต้นของแบรนด์ Herbpiness ที่นำสมุนไพรและพืชพรรณปลูกเองในบ้านซึ่งปราศจากสารเคมีอันตราย มากลั่นเป็นกลิ่นหอมช่วยบำบัดอารมณ์ ภายใต้สโลแกน Breathe in, Happiness out 

เธออธิบายว่ากลิ่นสัมพันธ์กับสัญชาตญาณการอยู่รอดของมนุษย์ตั้งแต่เกิด เด็กทารกสามารถหาแม่ของตัวเองผ่านกลิ่นน้ำนม ขณะที่กลิ่นไฟไหม้เตือนถึงภัยอันตราย เธอจึงศึกษาศาสตร์ของอโรมาที่ช่วยปรับอารมณ์ไปในทางที่ดีขึ้น และนำสมุนไพรปลูกเองในรั้วบ้านมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ได้ง่ายในชีวิตประจำวัน เช่น ยาดมสมุนไพรกระปุกจิ๋วที่มีทั้งกลิ่นสมุนไพรต้นตำรับ กับกลิ่นส้มเพิ่มความสดชื่น, น้ำมันหอมระเหยสกัดจากธรรมชาติ, สเปรย์สมุนไพรดับร้อน, ยาหม่องสมุนไพรหอมจากไขผึ้งและน้ำมันมะพร้าว, แว็กซ์หอม และน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติที่มีสารพัดกลิ่นให้เลือก เธอยอมรับว่าโลกของสมุนไพรนัั้นยังมีประโยชน์อีกมากมายให้เรียนรู้ ต้องใช้เวลาลองผิดลองถูก และเน้นใช้สมุนไพรที่ปลูกเองได้ตามธรรมชาติ

“สมุนไพรไทยมันเป็นเรื่องภูมิปัญญาของคนโบราณที่สั่งสมมา เมื่อก่อนยังไม่มีการแพทย์แผนปัจจุบัน เรามีหมอยาที่เก็บของจากป่ามารักษาโรค แต่ปัจจุบันสมุนไพรหลายชนิดก็มีงานวิจัยรับรองว่าสามารถบรรเทารักษาอาการต่าง ๆ ได้จริง เราก็อยากค่อย ๆ ศึกษาไป เราพยายามเลือกสมุนไพรที่ปลูกได้เอง แต่ก็มีหลายชนิดที่เรายังไม่สามารถปลูกเองได้ ก็ต้องหามาจากแหล่งปลูกสมุนไพรต่าง ๆ โดยพยายามเลือกใช้เกรดดีที่สุด และที่สำคัญเราจะนำมาคัดเลือก ทำความสะอาด อบแห้งเอง ไม่ซื้อสมุนไพรบดสำเร็จมาใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เราปลอดภัย”

จากปัญหาในชีวิตประจำวัน สู่การบำบัดด้วยกลิ่นหอมจรุงใจ 
หลีเล่าว่าจริง ๆ แล้วเธอเองก็เป็นกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ Herbpiness เช่นกัน ซึ่งก็คือ คนที่เหนื่อยล้ากับชีวิตในเมืองและมองหาสิ่งชุบชูใจ ตอนทำงานประจำ เธอต้องนั่งรถถึง 6 ต่อ และต้องไปถึงที่ทำงานให้ทันเวลาเพื่อไม่ให้โดนตัดเงินเดือน เมื่อความเครียดจากการเดินทางปะทะกับการงานที่เครียดไม่แพ้กัน ทำให้เธออยากปรับเปลี่ยนมุมมองและการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น “ลูกค้าส่วนใหญ่ก็คือคนทั่วไปที่มีปัญหาแบบเดียวกัน มีปัญหาทางด้านอารมณ์ ท้อ เหนื่อย หรือรู้สึกดาวน์ อารมณ์เสีย ทะเลาะกับแฟน ปวดหัวกับงาน หรือไม่ก็เป็นคนที่ชอบความรื่นรมย์ และต้องการปรับอารมณ์ด้วย แต่เรามักจะบอกลูกค้าก่อนเลยว่ามันไม่ได้ทำให้หายเครียดนะคะ คุณต้องทำใจก่อนขั้นแรก เพราะกลิ่นหอมช่วยบำบัดแบบค่อยเป็นค่อยไปตามศาสตร์ของอโรมา” นอกจากนี้เธอยังได้ไอเดียผลิตภัณฑ์ใหม่จากปัญหาที่เจอในชีวิตประจำวัน เช่น Herbal Cooling Spray สเปรย์สมุนไพรเย็นที่ช่วยแก้ปัญหาอากาศร้อนแบบ 3-in-1 นอกจากช่วยดับร้อนได้ ยังคลายอารมณ์ขุ่นมัวด้วยกลิ่นหอม ๆ และไล่ยุงแมลงไปในตัว มีทั้งกลิ่นลาเวนเดอร์กับยูคาลิปตัส และกลิ่นตะไคร้หอมกับเปปเปอร์มินต์ ซึ่งมีสรรพคุณช่วยคลายร้อน ลดความเครียด ป้องกันยุงแมลง บรรเทาอาการคัน และป้องกันแบคทีเรีย เรียกว่ามีไอเท็มนี้ติดตัวก็ออกไปข้างนอกได้สบาย

“เราค่อย ๆ ลองผิดลองถูก ทุกวันคือการแก้ปัญหา กว่าจะได้ผลิตภัณฑ์มาหนึ่งตัว มันเกิดจากการเดินออกไปข้างนอกแล้วสังเกตว่าเราเจอปัญหาอะไรบ้าง เช่น ช่วงนี้เครียด ก็ตีโจทย์ว่าจะบำบัดด้วยวิธีอะไร ส่วนตัวเราชอบสีสันของดอกไม้ ก็เลยตีความออกมาเป็น Botanical Aroma Roller น้ำมันสมุนไพรผสมกับน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ คล้ายกับคอลเลคชันการเก็บดอกไม้ตามฤดูกาลซึ่งหาไม่ได้ทุกวัน ซึ่งเราก็เลือกดอกไม้ตามฤดูกาลที่มีกลิ่นหอมช่วยบำบัดความเครียดแตกต่างกัน”

ออกแบบความสุขทางสายตา
จุดเด่นของ Herbpiness คือแพ็คเกจจิงที่สวยสะดุดตา โดยเฉพาะคอลเลคชัน Botanical Aroma Roller ที่นำดอกไม้จริงมาจัดเรียงในขวดแก้วใส และตั้งชื่อตามสีและสรรพคุณของพืชพรรณที่ใช้ ในฐานะกราฟิกดีไซเนอร์ที่เคยทำงานออกแบบผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์มามากมาย หลีมองว่าธรรมชาติคือกราฟิกแบบสามมิติ ซึ่งเป็นความงามที่ธรรมชาติรังสรรค์ขึ้นมา จึงไม่จำเป็นต้องปรุงแต่งอะไรมากมาย เธอจึงเลือกใช้ขวดแก้วใส ทำให้ได้แพ็คเกจจิงที่คล้ายกับแจกันดอกไม้เล็กๆ ที่พกติดตัวได้ ซึ่งลวดลายกราฟิกของดอกไม้ในแต่ละขวดก็จะไม่เหมือนกัน และสร้างสุนทรียะเล็กๆ ให้กับผู้ใช้

หลีอธิบายว่าคอลเลคชันนี้เน้นเรื่องการบำบัดค 3 โทนสีของดอกไม้ฤดูกาล โดยเน้นเรื่องการบำบัดความเครียด ได้แก่

  • Pink Prink ที่ใช้กุหลาบมอญ พวงชมพู และดอกไม้ตามฤดูกาล มีกลิ่นอ่อนหวานซึ่งช่วยให้จิตใจเบิกบาน สร้างบรรยากาศโรแมนติก บรรเทาความวิตกกังวลซึมเศร้า
     
  • Kram Calm: ลาเวนเดอร์ อัญชัน และดอกไม้ตามฤดูกาล กลิ่นของลาเวนเดอร์จะช่วยทำให้จิตใจสงบ นอนหลับสบาย หลับลึกมากขึ้น ผ่อนคลายความเครียดจากการทำงาน ส่วนอัญชันจะช่วยลดอาการปวดเมื่อย อาการอักเสบ ฟกช้ำ
     
  • Gold Glow: กระดังงา ดาวเรือง และดอกไม้ตามฤดูกาล เป็นดอกไม้สีเหลืองที่มักจะเบ่งบานและส่งกลิ่นหอมในช่วงเย็น กลิ่นหอมจะช่วยปรับสมดุลทางด้านอารมณ์ ทำให้รู้สึกสงบ และบำบัดอาการซึมเศร้า

“นอกจากกลิ่นที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อบำบัดอารมณ์ให้มีความสุขมากขึ้นแล้ว เรามองว่ามันเหมือนกับแจกันดอกไม้ที่สามารถพกพาไปได้ตลอดเวลา เราตั้งใจออกแบบให้แต่ละผลิตภัณฑ์ดูน่ารัก สวย มันเป็นความสุขทางด้านสายตา เพราะเราอยากให้คนใช้ผลิตภัณฑ์ของเราแล้วมีความสุขมากขึ้น”

ในวิกฤต เรายังคงมองหาสุนทรียะของการใช้ชีวิต
เมื่อผู้คนต้องทำงานอยู่บ้านกันมากขึ้นในช่วงวิกฤตจากโควิด-19 หลายบริษัทมีนโยบายขยายช่วงเวลา Work from home ไปอีก 2-3 เดือน ทำให้เกิดกระแสการจัดบ้านให้น่าอยู่ และรื่นรมย์ ทั้งปลูกต้นไม้ในบ้าน ไปจนถึงเทรนด์การใช้กลิ่นหอมสร้างบรรยากาศในการทำงาน ซึ่งเจ้าของแบรนด์ Herbpiness ก็บอกกับเราว่ามองเห็นเทรนด์นี้เติบโตเช่นกัน

“เวลาทำงานอยู่บ้าน เราจะเคยชินกับการอยู่บ้าน ทำให้บางครั้งไม่ค่อยได้งานเท่าไร ก็สามารถหากลิ่นที่ช่วยกระตุ้นเรื่องการทำงานหรือเปลี่ยนบรรยากาศในบ้าน ซึ่งเราจะมีกลิ่นน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติ (pure essential oil) เช่น กลิ่นซิตรัสจำพวกมะนาว ส้ม และกลิ่นมินต์ ๆ ทำให้รู้สึกสดชื่นและทำงานได้ดีขึ้น ขณะที่บางคนชอบกลิ่นไม้ อย่างเช่น ไม้ซีดาร์ ให้ความรู้สึกคล้ายกับอยู่ในห้องสมุดเก่า ๆ ทำให้มีสมาธิจดจ่อกับงานมากขึ้น ส่วนลูกค้าที่อยากมิกซ์เอง เราก็จะแนะนำว่าจับคู่กลิ่นไหนได้บ้าง ลูกค้าจะได้กลิ่นใหม่เฉพาะตัว และเหมาะกับสถานที่ของเขาเช่นกัน”

เติบโตไปพร้อมกับการแก้ปัญหา และความสุขในแบบฉบับ Herbpiness
ในแง่ธุรกิจ Herbpiness เป็นอีกแบรนด์ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด เนื่องจากชาวต่างชาติชื่นชอบผลิตภัณฑ์สมุนไพรและนิยมมาซื้อเป็นของฝากและของที่ระลึก แต่เธอก็พยายามหันมาเจาะตลาดออนไลน์มากขึ้น และมองว่าแม้จะก้าวสู่ปีที่ 6 ของเส้นทางธุรกิจแล้ว แต่เธอก็อยากให้แบรนด์เติบโตอย่างช้า ๆ มองหาทางแก้ปัญหาใหม่ ๆ และส่งต่อความสุขผ่านกลิ่นหอมให้กับทุกคน

“เราไม่เคยวางแผนแบรนด์ ปัญหาเป็นตัวนำพาแบรนด์ไปเรื่อยๆ มากกว่า แต่เราตั้งเป้าไว้ว่าจะเติบโตช้า ๆ ออกผลิตภัณฑ์ปีละ 1-2 ชิ้น เพราะถ้าโตเร็วเราจะเหนื่อย แล้วไม่อยากทำ เราจะคิดไปเรื่อย ๆ ว่าผลิตภัณฑ์จะเหมาะกับช่วงนั้น ๆ มั้ย และเราเจอปัญหาอะไรมาบ้างมากกว่า พอปลดล็อกปัญหานั้นได้ เราก็จะมีของในกระเป๋าอีกหนึ่งชิ้น (หัวเราะ) บางไอเดียก็มาจากปัญหาของลูกค้าด้วย เรามีลูกค้าน่ารัก ๆ คอยแนะนำ ซึ่งเราเก็บมาคิดและพัฒนาต่อได้ ตอนเด็ก ๆ ชอบคิดว่าถ้ามีแบรนด์ของตัวเอง เราคงสบายแล้ว แต่พอทำจริง ๆ มันจะมีปัญหาเข้ามาให้เราแก้เรื่อย ๆ ทุกวันนี้เลยคิดว่าความสุขที่แท้จริงคือ การบริหารเวลาได้ดีขึ้น เปลี่ยนมุมมอง มีเวลาทำงานเท่าที่เราพอใจ และมีเวลาเป็นส่วนตัวด้วย”

ติดตาม Herbpiness ได้ที่ herbpiness.com

ที่มาภาพ : Herbpiness

เรื่อง : ปิยพร อรุณเกรียงไกร