image

Business & Industrial

EAST IS CRAFT: เมื่อ CEA ปั้น 20 ผู้ประกอบการหัตถกรรมให้เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

Published Date : 17 ก.ย. 2562

Resource : TCDC CONNECT

450

สืบเนื่องจากนโยบายภาครัฐที่ต้องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยให้เป็น ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษชั้นนำ’ ในภูมิภาคอาเซียน โดยมีเป้าหมายเพื่อจะยกระดับพื้นที่ใน 3 จังหวัด อันได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ให้กลายเป็นเป้าหมายของการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมใหม่ๆ ทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงเพื่อผลักดันภาพรวมเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงให้ได้ในอนาคต

โจทย์ใหญ่ดังกล่าวนี้เป็นที่มาของโครงการสร้างแหล่งบ่มเพาะธุรกิจสร้างสรรค์สู่สถาบันการศึกษาส่วนภูมิภาคในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยหนึ่งในกิจกรรมที่เราจะคุยถึงในวันนี้มีชื่อว่า East is Craft : Change by CEA ตอน Crafted Craft ที่ทางสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่อนาคต โดยทีมงาน CEA ได้วางแผนจะเชื่อมโยงกลุ่มอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพใน 3 จังหวัดข้างต้นนี้ซึ่งก็คืออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อุตสาหกรรมการผลิตผลไม้ และนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต่างๆ เข้าสูกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่ม และต่อยอดพื้นที่เศรษฐกิจทั้ง 3 จังหวัดให้เติบโตสู่การเป็นเมืองอัจฉริยะที่ทันสมัย สอดรับกับนโยบาย THAILAND 4.0 ของรัฐบาลปัจจุบัน

CEA เล็งเห็นว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการศึกษาและการขยายองค์ความรู้ด้านการออกแบบไปสู่เยาวชนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ในพื้นที่ดังกล่าวสามารถจะทำให้เป็นจริงได้ผ่านการจัดตั้ง แหล่งบ่มเพาะธุรกิจสร้างสรรค์’ (miniTCDC Center) โดยจะเชื่อมโยงทั้งภาคการศึกษา ภาคธุรกิจ และองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นให้เข้าถึงองค์ความรู้ที่ทันสมัย สามารถประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ในการพัฒนาธุรกิจชุมชน ต่อยอดความเป็นเมืองสร้างสรรค์ และสร้างแบรนด์สินค้าอีอีซี (EEC Product) ให้เป็นที่ยอมรับและตอบโจทย์การขยายตัวของเขตเศรษฐกิจ EEC ต่อไป

TCDCCONNECT มีโอกาสสนทนากับ จีรนันท์ ศิวะโมกข์ลัคนา เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ Crafted Craft เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อเจาะลึกถึงประเด็นการทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชน 20 แห่งในพื้นที่ดังกล่าว เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมคราฟท์ในพื้นที่ภาคตะวันออกนี้ไม่น่าจะเป็นโจทย์ที่ง่ายนัก ด้วยว่าผู้บริโภคโดยทั่วไปยังขาดการรับรู้ถึงสินทรัพย์ด้านงานฝีมือรวมถึงทักษะดั้งเดิมที่มีอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว และทีมงานเองก็น่าจะต้องพบกับความท้าทายในการทำงานร่วมกับชุมชนหัตถกรรมขนาดเล็กที่ยังห่างไกลกับตลาดร่วมสมัยไม่มากก็น้อย

ต่อยอดงานคราฟท์แห่งภาคตะวันออกด้วยการออกแบบร่วมสมัย

จีรนันท์บอกกับเราว่าจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในเบื้องต้น ทีมงานพบว่าสิ่งที่ชุมชนหัตถกรรมในเขตภาคตะวันออกยังขาดอยู่มากคือ ‘การสื่อสารภาพลักษณ์’ ที่มีความเฉพาะตัว

“เราเริ่มต้นจากการหาข้อมูลกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่ไว้ล่วงหน้า ซึ่งก็พบว่าพอจะมีอยู่บ้างที่ทำงานเป็นกลุ่มก้อน อาทิ ศูนย์จักสานไม้ไผ่ และวิสาหกิจชุมชน (OTOP) ต่างๆ แต่ประเด็นคือการรวมตัวของเขายังไม่ได้เป็นเครือข่ายที่แข็งแรงเหมือนกับในภาคอื่นๆ”

โดยหลังจากที่ CEA ประสานความร่วมมือกับวิสาหกิจชุมชนได้จำนวนหนึ่งแล้ว จึงได้ชักชวนนักออกแบบรุ่นใหม่ไฟแรงสองท่านคือ ภาวิษา มีศรีนนท์ (PABAJA Studio) โปรดักท์ดีไซเนอร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องการออกแบบลายผ้า และ ธีระ ฉันทสวัสดิ์ นักออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอร่วมสมัย ให้มาเป็นแกนนำในการผลักดันงานคราฟท์เชิงสร้างสรรค์แก่วิสาหกิจชุมชนและแบรนด์ท้องถิ่น

จากกลุ่มผู้ประกอบการงานฝีมือทั้งหมด 20 รายที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งประกอบไปด้วย
1) ดงรักแฮนดิคราฟท์ (Dongrak Handicraft) เครื่องประดับจากเมล็ดพันธุ์พืชและใบหญ้าแฝก จังหวัดฉะเชิงเทรา
2) กลุ่มทองเหลืองบางขวัญ หัตถกรรมจากทองเหลืองสาน จังหวัดฉะเชิงเทรา
3) กลุ่มส่งเสริมอาชีพนาวังหิน ผู้ผลิตกระเป๋าหวายเทียม จังหวัดชลบุรี
4) กลุ่มส่งเสริมอาชีพตำบลท่าข้าม ผู้ผลิตกระเป๋าเชือกถัก จังหวัดชลบุรี
5) บ้านประคบทอง ผู้ผลิตโลชั่นนวด 4 ธาตุ จังหวัดชลบุรี
6) ผ้าทอคุณย่าท่าน ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าทอมือ จังหวัดชลบุรี
7) แบรนด์ ZAYAN ผู้ผลิตหมวกและกระเป๋า จังหวัดชลบุรี
8) แบรนด์ EcoLady กระเป๋าจากเศษวัสดุอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี
9) แบรนด์ Mesook Farm ผู้ผลิตสินค้า wellness จากน้ำมันไม้กฤษณา จังหวัดระยอง
10) กลุ่มผลิตภัณฑ์จักสานกระจูดบ้านมาบเหลาชะโอน ผู้ผลิตกระเป๋าถือจากกระจูด จังหวัดระยอง
11) แบรนด์โส๊ดละออ กลุ่มผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและทอผ้าไหมบ้านอ่างเตย จังหวัดฉะเชิงเทรา
12) ร้านสุขศรีแปดริ้ว ผู้ผลิตยกทรงและตัดชุดชั้นใน จังหวัดฉะเชิงเทรา
13) แบรนด์ผ้าทอมือคุณยายหง่วน จังหวัดชลบุรี
14) ศูนย์ส่งเสริมฝีมือจักสานด้วยไม้ไผ่ (แบรนด์ Borriboon) ผู้ผลิตสินค้าจักสานจากไม้ไผ่ จังหวัดชลบุรี
15) บ้านกระดาษสวย ผู้ผลิตเครื่องประดับทำมือ จังหวัดชลบุรี
16) กลุ่มบาติกแม่บ้านทหารเรือ (แบรนด์ Patanavy) ผู้ผลิตหมวกและกระเป๋าจากลวดลายท้องถิ่น จังหวัดชลบุรี
17) วิสาหกิจชุมชนแตนบาติก (แบรนด์ Tan Batic) ผู้ผลิตเสื้อจากผ้าย้อมครามทะเล จังหวัดระยอง
18) แบรนด์ Leelafai ผู้ผลิตเครื่องแต่งกายจากผ้า Ecoprint จังหวัดระยอง
19) วิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์จากผ้าชุมชนมาบชลูด (แบรนด์ Chalüd) ผู้ผลิตกระเป๋าผ้าเย็บมือ จังหวัดระยอง
20) วิสาหกิจชุมชนคลองน้ำหู (แบรนด์ Sansenfay) ผู้ผลิตเสื้อผ้าจากผ้าหมักน้ำนมข้าว จังหวัดระยอง

ในวันที่จีรนันท์พูดคุยกับเรา เธอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดให้เราฟังสองแบรนด์

หนึ่งคือ Dongrak Handicraft ซึ่งเดิมเป็นกลุ่มผู้ผลิตดอกไม้ประดิษฐ์จากวัสดุธรรมชาติ ที่ปัจจุบันได้ต่อยอดการผลิตมาทำเครื่องประดับจากเมล็ดพันธุ์พืชและใบหญ้าแฝกด้วย

“ผู้นำชุมชนกลุ่มนี้เขามีทัศนคติที่เปิดกว้างดีค่ะ อำเภอท่าตะเกียบที่พวกเขาอยู่นี้เป็นพื้นที่ที่มีใบหญ้าแฝกมาก เพราะชาวบ้านดำเนินการปลูกหญ้าแฝกคลุมดินตามรอยพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาตลอด ภายหลังชาวบ้านกลุ่มนี้ก็ลองนำใบหญ้าแฝกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยประยุกต์ทำเป็นดอกไม้ประดิษฐ์ ตะกร้า กระเป๋า ฯลฯ จนสุดท้ายดีไซเนอร์ได้ชักชวนให้ชาวบ้านลองออกแบบเครื่องประดับที่นำเมล็ดพันธุ์พืชท้องถิ่นอย่างเช่น มะค่ามง (ที่เชื่อกันว่าให้พลังด้านความรัก) มาเป็นองค์ประกอบสร้างเรื่องราวให้ผลิตภัณฑ์มีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น”

ส่วนแบรนด์ที่สองคือวิสาหกิจชุมชน ‘แตนบาติก’ ที่ผลิตผ้ามัดย้อมจากครามทะเล ซึ่งจีรนันท์บอกว่าในกระบวนการทำผ้ามัดย้อมตามปกตินั้นจะต้องใช้น้ำเกลือเป็นส่วนประกอบอยู่แล้ว “ทีนี้ในเมื่อจังหวัดระยองซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลเขาสามารถใช้น้ำทะเลทดแทนในกระบวนการได้ เขาก็ลองทำดู ก็ปรากฏว่าสีครามติดผ้าดีมาก จึงทำเป็นชุดเดรสมัดย้อมแบบทั่วไปขายกันมาเรื่อยๆ  สำหรับกลุ่มนี้เราคาดว่าเขาน่าจะพัฒนาโปรดักท์ใหม่เป็นสินค้าแฟชั่นที่ผสานเทคนิกโครเชต์ลงไปในกระบวนการผลิต ก็จะมีดีเทลที่ทันสมัยแปลกตามากขึ้น”