image

Design & Creativity

รู้จักภาวะ Burnout ปัญหาที่(อาจ)ไม่ได้เกิดจาก ‘ตัวเรา’ แต่เกิดจาก ‘ระบบ’

Published Date : 25 มิ.ย. 2562

Resource : Creative Thailand

8,822

โรคซึมเศร้ากับโรคจิตเภทไม่ใช่โรคกำเนิดใหม่ในยุคนี้นะครับ มีบันทึกตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้วที่แสดงให้เห็นว่าเคยมีคนไข้โรคซึมเศร้าหรือโรคจิตเภท เพียงแต่ถูกเรียกว่าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับภูติผีหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะมนุษย์ยังไม่มีองค์ความรู้มากพอที่จะเข้าใจอาการ จนเมื่อมนุษย์เข้าใจการทำงานของสมองมากขึ้น จึงเรียกโรคดังกล่าวว่าเป็นโรคทางจิตเวช 

ในขณะเดียวกัน บางความเจ็บป่วยหรือโรคที่เคยจำเป็นต้องได้รับการบำบัด เช่น LGBT เมื่อผ่านการเรียนรู้มากขึ้นก็ถูกแก้ไขความเข้าใจผิดว่า ความหลากหลายทางเพศเป็นความปกติ (Norm) ที่ไม่จำเป็นต้องรักษา

จะเห็นได้ว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์เปลี่ยนแปลงความเจ็บป่วยของมนุษย์มาตลอด แต่ไม่ใช่แค่ความรู้ทางการแพทย์นะครับที่ทำให้ ‘โรคและความเจ็บป่วย’ เปลี่ยนไป 

ยุคสมัยก็มีส่วนเช่นกัน เช่น ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงศตวรรษที่18-19 ที่ผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากภาคเกษตรมาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ก็ทำให้มีโรคใหม่ ๆ ถือกำเนิดขึ้นมาตามวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป อย่างเช่นโรคปอดที่เกิดจากการทำงานอุตสาหกรรม เพราะสูดฝุ่นละอองของผลึกซิลิกาที่มักพบในฝุ่นหินทรายอย่างโรค Silicosis  

©Unsplash/Louis Lo

ในขณะเดียวกัน การที่ผู้คนแห่กันมากระจุกในเมืองเพิ่มความแออัดแบบรวดเร็ว โดยที่การปรับปรุงด้านสาธารณสุขยังไม่ดีพอ ก็ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของอหิวาตกโรคและวัณโรคอย่างมหาศาล นั่นคือผลของยุคสมัยที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมมีผลต่อโรคภัยไข้เจ็บของมนุษย์
และในยุคปัจจุบันที่เราเรียกว่าเป็นยุคดิจิทัล ยุคสมัยของเทคโนโลยีและการปฏิวัติข้อมูลได้เข้ามาเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คน จึงนำมาสู่ปัญหาสุขภาพจิตใหม่ ๆ มากขึ้นอย่างที่คนยุคก่อนยังอาจไม่เคยพบมาก่อน

เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยเจาะจงแต่ที่ ‘ตัวบุคคล’เพราะมันเกิดจาก‘ระบบ’ ที่ทำให้คนหมดไฟโดยที่ตัวบุคคลอาจจะเป็นเหยื่อของระบบเสียด้วยซ้ำ

บทความนี้เกิดขึ้นหลังจากผมไปอบรมการประชุมวิชาการประจำปีของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน (2019 APA Annual Meeting) ที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แล้วพบว่าเทรนด์ความรู้ด้านสุขภาพจิตใหม่ ๆ หลายหัวข้อน่าสนใจมาก หนึ่งในนั้นคือภาวะหมดไฟหรือ Burnout ซึ่งเป็นศัพท์ในหมวดสุขภาพที่ร้อนแรงประจำปีนี้ จนกลายเป็นประเด็นในการบรรยายถึง 4-5 หัวข้อเลยทีเดียว

Burnout ไม่ใช่คำใหม่ครับ มันปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการครั้งแรกในปี 1974 ในงานวิจัยสาขาจิตวิทยาที่บรรยายอาการอ่อนล้าจากการทำงานหนักเกิน และที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลก (WHO) ก็จัดให้ Burnout เป็นภาวะของความอ่อนล้า (State of Exhaustion) ประเภทหนึ่ง

แต่การอัพเดตใหม่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง ที่มีการยกระดับให้ Burnout เป็นกลุ่มอาการ(Syndrome) และเจาะจงยิ่งขึ้นว่าเป็นอาการที่สัมพันธ์กับการทำงาน (Work-Related)

มีหัวข้อหนึ่งในงานประชุมนี้ที่เกี่ยวกับ Burnout บรรยายโดยศาสตราจารย์ Christina Maslach จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งน่าสนใจอย่างมาก เพราะเธอมีผลงานวิจัยเรื่อง Burnout มาตั้งแต่ปี 1981 และยังเป็นคนแรกที่ตีพิมพ์แบบประเมินภาวะ Burnout กระทั่งมุมมองของเธอได้การยอมรับจาก WHO นำไปพัฒนาแนวคิดของอาการดังกล่าว

Christina Maslach สรุปนิยามของ Burnout ที่ถูกยอมรับในปัจจุบันว่า มันคือการตอบสนองต่อความเครียดเรื้อรังที่มาจากการทำงาน โดยเกิดขึ้น 3 รูปแบบ อันได้แก่ Exhaustion (เหนื่อยล้า อ่อนใจ ฯลฯ) Cynicism (ปฏิกิริยาทางลบในงานที่ทำ เช่น ถ้าเป็นหมอก็เริ่มขาดความเห็นใจคนไข้ ตะคอกใส่เพื่อนร่วมงาน) Professional Inefficiency (ประเมินตัวเองเกี่ยวกับงานในแง่ลบ เช่น ไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน ฯลฯ)

©Unsplash/Ali Yahya

แล้วเจ้าภาวะ Burnout นี่เอง ก็มักนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา เช่น ความผิดพลาดในงานที่ทำ เสี่ยงต่อการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้น เสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าและคิดอยากตาย ฯลฯ ดังนั้นแม้ WHO จะยังไม่ได้บัญญัติว่าถึงกับเป็นโรค(Disorder/Disease) แต่การศึกษาพบว่า มันส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของคนเราชัดเจน

นอกจากนี้ความเข้าใจใหม่ ๆ เรื่อง Burnout จะแก้ไขความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า ปัญหาหมดไฟของคนทำงานเกิดจากตัวบุคคล เช่น ถ้าสมัยก่อนเราบอกว่าตัวเองหมดไฟ ก็อาจได้การตอบรับว่า “ก็เธออ่อนแอเกินไป” หรือ “ทำไมคนรุ่นใหม่อย่างเธอถึงไม่อดทนเอาเสียเลย” ฯลฯ แล้วแนวทางแก้ไขภาวะหมดไฟที่ปรากฎขึ้นตามบทความต่าง ๆ ก็มักจะเป็นการเสนอให้แก้ไขที่ตัวบุคคล เช่น หาเวลาพักผ่อนให้มากขึ้น เปลี่ยนวิธีการมองโลก รู้จักปล่อยวาง ฯลฯ และสุดท้ายเมื่อไม่ช่วยอะไร ก็จะวนไปสู่บทสรุปที่มีธงตั้งอยู่แล้วว่า “เพราะเราอ่อนแอ”

แต่ภาวะ Burnout ตามความรู้ใหม่บอกว่า เราไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยเจาะจงแต่ที่ ‘ตัวบุคคล’เพราะมันเกิดจาก‘ระบบ’ ที่ทำให้คนหมดไฟโดยที่ตัวบุคคลอาจจะเป็นเหยื่อของระบบเสียด้วยซ้ำ

การแก้ไขภาวะ Burnout จึงต้องให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมในการทำงาน วัฒนธรรมองค์กรหรือระบบการทำงานที่เป็นปัจจัยสำคัญต่อภาวะนี้ โดยเมื่อหัวหน้าหรือผู้มีอำนาจเห็นปัญหาของระบบ แล้วปรับแก้ไขให้ตรงจุดกับคนทำงาน (เช่น มอบหมายภาระงานอย่างเหมาะสมมากขึ้น มีความเป็นธรรมมากขึ้น ให้เกียรติคนทำงานมากขึ้น ฯลฯ) จึงจะแก้ปัญหานี้ได้จริง

ที่มาภาพเปิด : Unsplash/Florian Berger

เรื่อง : “ผมอยู่ข้างหลังคุณ”
(www.facebook.com/ibehindyou , i_behind_you@yahoo.com)