image

Design & Creativity

Curitiba, Brazil: The Most Innovative City on a Low Budget

Published Date : 1 Mar 2017

Resource : Creative Thailand

1,075

Curitiba9.jpg
© wikimedia.org 

นวัตกรรมอาจไม่จำเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยที่สุด หรือพึ่งพางบประมาณที่เหมาะสมที่สุดถึงจะลงมือสร้างนวัตกรรมได้ เพราะเมืองกูรีตีบา (Curitiba) ของบราซิล ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า บางครั้งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ก็เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมหรือสถานการณ์ที่บีบคั้นจนทำมนุษย์ต้องเค้นสิ่งที่มีอยู่ในตัว เพื่อสร้างความเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งให้เกิดขึ้น


เมื่อสัญญาของวันพรุ่งนี้ไม่เกิดขึ้นจริง
กูรีตีบา คือเมืองหลวงของรัฐปารานา ประเทศบราซิลในแถบตอนใต้ ในอดีตเป็นเมืองแห่งการเกษตรที่เงียบงันและไม่มีใครสนใจ จนถึงช่วงที่คลื่นผู้อพยพจากยุโรปเข้ามาอาศัยตั้งแต่ศตวรรษที่ 1830 เป็นต้นมา ชาวเยอรมัน โปแลนด์ อิตาลี และยูเครน ที่ค่อยๆ ทยอยเข้ามาหาโอกาสในชีวิตใหม่ในดินแดนแห่งนี้ก็ได้ลงหลักปักฐานพร้อมกับการนำเอาวัฒนธรรม วิถีชีวิต รวมถึงการสร้างงานในลักษณะอุตสาหกรรมแบบท้องถิ่นติดตัวมาด้วย ทำให้เศรษฐกิจจากผู้มาใหม่ได้ก่อร่างสร้างให้เมืองแห่งนี้ค่อยๆ เติบโตขึ้น กูรีตีบาจากที่เคยเป็นเมืองทางผ่านและถูกมองข้าม จึงกลับกลายเป็นเมืองขยายทั้งในแง่ของจำนวนประชากรและการเติบโตของเศรษฐกิจที่เริ่มเฟื่องฟู    

และเหมือนกับเมืองที่กำลังขยายทั่วโลก ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1940 เป็นต้นมา กูรีตีบาต้องรับมือกับประชากรใหม่ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่เข้ามาหาโอกาสในเมืองที่ดูท่าว่าจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ รอบเมืองกูรีตีบาจึงกลายเป็นที่ตั้งของชุมชนแออัดของผู้คนที่เข้ามาหาโอกาส พร้อมๆ กับความท้าทายใหม่จากปัญหาการจราจรที่เริ่มคับคั่งขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในขณะนั้นตรงกับช่วงจังหวะที่บราซิลเกิดรัฐประหารปี 1964 ตัวแทนผู้นำทางทหารจึงได้คิดแผนพัฒนาเมืองกูรีตีบาที่ชื่อว่า Curitiba of Tomorrow ขึ้นเพื่อวางแผนการใหญ่ที่มุ่งพัฒนาเมืองกูรีตีบาให้กลายเป็นเมืองใหญ่ทันสมัยเหมือนเมืองอื่นๆ ที่พัฒนาแล้ว แต่เมื่อเวลาล่วงผ่านไปกว่า 7 ปีนับตั้งแต่การรัฐประหาร สัญญาที่เคยให้ไว้กับประชาชนกลับไม่คืบหน้า ต่อมาเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนผู้นำของเมืองกูรีตีบา อดีตนายกเทศมนตรีของเมืองกูรีตีบา 3 สมัยที่ชื่อว่า ไคเม แลร์เนอร์ (Jaime Lerner) ก็ได้ทำให้สัญญาล้มๆ แล้งๆ ที่ชาวเมืองรอคอยถึงการสิ้นสุด เพราะแลร์เนอร์ไม่ได้เข้ามาบริหารเมืองด้วยการให้คำสัญญาใดๆ และเขาก็ไม่ขอเวลานานที่จะเปลี่ยนเมืองนี้ให้ดีขึ้นด้วยทัศนคติส่วนตัวที่ว่า “ทำเลย ปรับที่หลัง” (Act now, Adjust Later)
 
Curitiba6.jpg
© flickr.com/photos/leandrociuffo

เมืองใหม่ใน 72 ชั่วโมง
ตั้งแต่ปี 1972 ที่ไคเม แลร์เนอร์ได้เข้ามาทำงาน สิ่งแรกที่เขาลงมือแก้ไขคือการจัดระเบียบการใช้ชีวิตของผู้คนในเมืองในเรื่องของการใช้รถใช้ถนน จากการสังเกตเห็นว่า ผู้คนชอบจอดรถไว้ข้างทางเพื่อแวะซื้อของจนทำให้การจราจรติดขัดวุ่นวาย แต่พอถึงช่วงเวลาที่ร้านค้าปิด ย่านนั้นๆ ก็กลับกลายเป็นเหมือนเมืองร้าง ปัญหาหลักจึงไม่ใช่ว่าคนขาดระเบียบ แต่เป็นพื้นที่ที่ต้องเอื้อให้เห็นว่า คนในเมืองสำคัญกว่ารถยนต์ และคนในเมืองอีกเช่นกันที่จะเป็นผู้กำหนดบทบาทให้ย่าน เขาและทีมงานจึงวางแผนที่จะลองเปลี่ยนย่านช้อปปิ้งกลางเมืองของถนนบางสายให้กลายเป็นโซนถนนคนเดิน (Pedestrian Mall) ซึ่งเมื่อแผนการนี้ออกไปถึงหูชาวเมือง ก็เกิดการต่อต้านจากเจ้าของธุรกิจในย่านเพราะหวั่นว่าจะกระทบการค้าขายและบางคนก็เตรียมยื่นข้อเรียกร้องตามกฎหมายเพื่อคัดค้านแผนการนี้ แลร์เนอร์จึงตัดสินใจลงมือทำตามแผนให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด จากแผนเดิมที่ต้องเตรียมการและลงมือสร้างถนนคนเดิน 4 เดือน ก็กลายเป็นใช้เวลาเพียง 3 วันเท่านั้น ซึ่งแผนการนี้มีระยะเวลาทดลอง 30 วัน แต่กลับประสบความสำเร็จและได้รับผลตอบรับที่ดีทั้งจากเจ้าของร้านค้าและขาช้อปในเมือง แลร์เนอร์จึงได้ขยายโครงการต้นแบบนี้เพื่อใช้กับถนนสายอื่นในเมืองด้วยเช่นกัน ทำให้ในปัจจุบัน ย่านช้อปปิ้งใจกลางเมืองกูรีตีบาจึงมีลักษณะเป็นเครือข่ายเดินถึงกันได้ ซึ่งไม่เอื้อต่อการนำรถยนต์ส่วนบุคคลเข้าไป แต่จะมีเพียงรถประจำทาง จักรยานและการเดินเท่านั้นที่เหมาะแก่การเข้ามาสู่ใจกลางเมือง

“การพัฒนาเมืองให้เกิดขึ้นได้นั้น บางครั้งคุณก็ต้องลองสร้างสถานการณ์ (Scenario) หรือดีไซน์บางอย่างให้ทุกคนหรือคนส่วนใหญ่ได้เรียนรู้ร่วมกัน และผมบอกได้เลยว่ามีเพียง 2 เรื่องหลักๆ เท่านั้นที่ทุกเมืองควรตระหนัก นั่นคือ เรื่องการสัญจร (Mobility) และความยั่งยืน (Sustainability)” แลร์เนอร์ กล่าวในเวทีเท็ด ทอล์กส์
 

Curitiba7.jpg
© flickr.com/photos/internationaltransportforum

ทีมงานที่เข้าใจ
ก่อนที่ไคเมแลร์เนอร์จะก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรี เขาเคยเป็นสถาปนิกและนักวางผังเมืองที่  Curitiba Research and Urban Planning Institute (IPPUC) ซึ่งภายหลังจากที่เขาขึ้นมาเป็นผู้นำของเมืองกูรีตีบา แลร์เนอร์และทีมงานเดิมที่ IPPUC ได้ร่วมกันวางแผนพัฒนาเมืองโดยมีวิสัยทัศน์การพัฒนาที่ต่างไปจากตัวอย่างเมืองใหญ่อื่นๆ ในประเทศแถบอเมริกาใต้ด้วยกัน เพราะโดยทั่วไปแล้ว ความเจริญในเมืองมักจะกระจุกตัวอยู่ที่ใจกลางเมือง และรอบๆ ใจกลางเมืองจะเป็นที่อยู่ของผู้มีรายได้น้อยกว่า หรือประชาชนที่สูงอายุแล้ว แต่แลร์เนอร์และทีมงานของเขาไม่ต้องการให้กูรีตีบากลายเป็นเมืองเช่นนั้น เขาและทีมงานจึงมีกรอบในการสร้างสรรค์และพัฒนาเมืองแห่งนี้โดยมีความตั้งใจที่จะทำให้กูรีตีบากลายเป็นเมืองที่ทุกคนสามารถอยู่อาศัย ใช้ชีวิต ทำงาน และพักผ่อนได้ในพื้นที่เดียวกัน
 
 
Curitiba4.jpg
© flickr.com/photos/embarqbrasil
 
ระบบขนส่งมวลชนที่ตัดศูนย์ไปหนึ่งตัว
ในขณะที่หลายเมืองทั่วโลกแก้ปัญหาเรื่องการจราจรติดขัดบนท้องถนนด้วยการลงทุนสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่แลร์เนอร์ไม่เลือกทางเลือกนี้เพราะเขาเชื่อว่า การลงทุนสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินจะใช้งบประมาณที่สูงเกินไปและระบบการเดินทางนี้ขัดกับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองของเขา ดังนั้นโจทย์ที่ท้าทายคือ เขาจะพัฒนาระบบขนส่งมวลชนที่มีอยู่อย่างไรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นภายใต้งบประมาณที่สมเหตุสมผลและแน่นอนว่าทุกคนต้องสามารถใช้บริการได้ ซึ่งเขาเคยกล่าวถึงความท้าทายในการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนนี้ว่า “ให้ลองตัดศูนย์ออกไปหนึ่งตัวจากเงินงบประมาณของคุณดูสิ นั่นแหละที่ความคิดสร้างสรรค์ของคุณจะบรรเจิด”
    
การบูรณาการระบบขนส่งมวลชนใหม่ของเมืองกูรีตีบาเกิดขึ้นในปี 1974 โดยแลร์เนอร์และทีมงานของเขาเลือกที่จะพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างรถประจำทางทั้งหมดของเมืองใหม่ให้มีระบบและเครือข่ายเดียวกัน เป็นเสมือนสถานีรถบนดินที่วิ่งให้บริการทั่วทั้งเมือง ทำให้ระบบรถประจำทางกลายเป็นระบบขนส่งมวลชนที่ถูกและรวดเร็วที่สุดที่ชาวเมืองเลือกใช้ และต่อมาในช่วงปี 1980 แลร์เนอร์ยังออกแบบสถานีรอรถประจำทางใหม่ให้มีลักษณะเป็นท่อขนาดใหญ่ (Tube) ไว้พักผู้โดยสารและไว้จ่ายค่าโดยสารก่อนขึ้นรถ และเมื่อรถประจำทางมาถึงก็จะจอดที่หน้าประตูสถานีซึ่งมีระดับความสูงเดียวกันกับตัวรถประจำทาง ผู้โดยสารจึงไม่ต้องแย่งกันขึ้นบันไดรถให้ยุ่งยาก ซึ่งการออกแบบสถานีรอรถประจำทางในลักษณะนี้ยังรองรับการให้บริการสำหรับผู้ที่ใช้วีลแชร์อีกด้วย โดยปัจจุบันพบว่า ร้อยละ 85 ของชาวเมืองกูรีตีบาเลือกโดยสารโดยรถประจำทาง ทำให้ในแต่ละวันมีผู้ใช้บริการมากถึง 2 ล้านคน และระบบรถประจำทางที่ประสบความสำเร็จนี้เอง ทำให้ตอนนี้มีเมืองต่างๆ กว่า 300 เมืองทั่วโลกได้นำต้นแบบระบบรถประจำทางของเมืองกูรีตีบาไปปรับใช้ โดยเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อว่า “รถโดยสารด่วนพิเศษ (Bus Rapid Transit) หรือ BRT” นั่นเอง

ความยั่งยืนที่ตัดศูนย์ไปสองตัว
เมื่อระบบคมนาคมภายในเมืองเริ่มเข้าที่เข้าทาง ต่อมาแลร์เนอร์และทีมงานจึงได้ริเริ่มโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนภายในเมือง โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณต้องการความยั่งยืน ให้ลองตัดศูนย์จากเงินงบประมาณไปสองตัว” ดังนั้นโครงการพัฒนาต่างๆ ที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้กูรีตีบาจึงถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยการใช้งบประมาณที่ไม่มากนัก แต่อาศัยความร่วมมือกันของคนในเมืองเป็นสำคัญ
The Green Exchange คือโครงการที่เกิดขึ้นในปี 1989 โดยมีวัตถุประสงค์ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมภายในเมืองกูรีตีบา โดยโครงการนี้จัดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้ชาวเมืองคัดแยกขยะเพื่อนำมารีไซเคิล ซึ่งเริ่มแรกได้มีการปลูกฝังเด็กๆ ในโรงเรียนให้ทราบถึงผลดีของการคัดแยกขยะเพื่อให้เด็กๆ เป็นคนกลางที่จะได้กลับไปเล่าและสอนผู้ใหญ่ในบ้านต่อไป รวมทั้งการให้รางวัลชาวเมืองที่ทำการคัดแยกขยะและนำขยะมาแลกเปลี่ยนเป็นตั๋วขึ้นรถประจำทางฟรีและอาหารฟรี ก็เป็นการกระตุ้นประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังกระตุ้นให้เด็กๆ ในโรงเรียนนำขยะที่รีไซเคิลได้มาแลกเป็นอุปกรณ์การเรียน ขนม และบัตรผ่านเข้าชมโชว์ต่างๆ ที่จัดขึ้นในเมืองอีกด้วย โดยผลสำเร็จของโครงการ The Green Exchange นี้ทำให้กูรีตีบากลายเป็นเมืองที่มีการรีไซเคิลสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในโลก และหนึ่งในผลงานที่สร้างสรรค์มาจากขยะในเมืองก็คือ Wire Opera House โอเปร่าเฮาส์กลางสวนในเมืองกูรีตีบาที่เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของนักเดินทางเช่นกัน
 
Curitiba8.jpg
© flickr.com/photos/hernanpc

Solution of the Parks หากย้อนไปในช่วงปี 1970 กูรีตีบามีพื้นที่สาธารณะสีเขียวในเมืองน้อยกว่า 1 ตารางเมตรต่อประชากร 1 คน แต่ภายหลังจากนโยบายคืนความยั่งยืนให้เมืองของแลร์เนอร์ กูรีตีบาก็กลายเป็นเมืองที่มีพื้นที่สีเขียวมากกว่า 50 ตารางเมตรสำหรับประชากร 1 คน โดยพื้นที่สีเขียวที่เกิดขึ้นใหม่เหล่านี้เกิดจากการฟื้นฟูพื้นที่ทิ้งร้าง พื้นที่ทิ้งขยะและเหมืองหินเก่าให้กลายเป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชน โดยที่ชาวเมืองได้อาสาช่วยกันปลูกต้นไม้ในสวนใกล้บ้านเป็นจำนวนรวมแล้วกว่า 1.5 ล้านต้น ปัจจุบันเมืองแห่งนี้จึงมีจำนวนสวนย่อมกว่า 1,000 แห่งและสวนใหญ่กว่า 5 แห่งกระจายตัวอยู่ทั่วเมือง โดยสวนใหญ่น้อยภายในเมืองเหล่านี้เองนอกจากจะเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจสำหรับชาวเมืองและเป็นศูนย์เรียนรู้กลางแจ้งสำหรับเด็กและผู้ใหญ่แล้ว บ่อน้ำในสวนแต่ละแห่งยังมีหน้าที่ช่วยระบายน้ำหากเกิดปัญหาน้ำท่วมในเมืองได้อีกด้วย

Industrial Ecology คือ หลักในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างอุตสาหกรรมภายในเมืองกุรีตีบากับชาวเมืองและสิ่งแวดล้อมให้เกิดขึ้นอย่างเกื้อกูลและเป็นมิตร โดยการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมต่างๆ ร่วมมือกันทั้งในแง่การแลกเปลี่ยนวัตถุดิบซึ่งกันและกัน อย่างเช่น วัตถุดิบที่จัดว่าเป็นของที่ไม่ใช้ต่อแล้วของโรงงานหนึ่งสามารถนำมาแลกเปลี่ยนให้กับอีกโรงงานหนึ่งที่สามารถนำวัตถุดิบนั้นมาใช้ต่อได้ เป็นต้น รวมถึงการมีมาตรการให้ทุกโรงงานอุตสาหกรรมมีระบบการกำจัดของเสียภายในโรงงานก่อนปล่อยออกสู่สาธารณะ รวมทั้งการยกเว้นภาษีสำหรับพื้นที่เอกชนที่สร้างพื้นที่สีเขียวให้ชุมชน
 
 
Curitiba5.jpg
© flickr.com/photos/Javier castanon

เมืองที่ยั่งยืน = โลกที่ยั่งยืน
“ไม่ว่าเมืองจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กหรือมีเงินงบประมาณเท่าไร ผมอยากพูดในประสบการณ์ของผมว่า ทุกเมืองในโลกนี้สามารถพัฒนาได้ภายใน 3 ปี” คือคำพูดที่ถูกพิสูจน์แล้วในเมืองกูรีตีบาของแลร์เนอร์ โดยเขายังเชื่ออีกว่า หากต้องการสร้างโลกใบนี้ให้ยั่งยืน ต้องไม่ลืมเรื่องการพัฒนาเมืองและการปลูกจิตสำนึกที่ดีให้แก่เด็กๆ โดยในเรื่องการพัฒนาเมืองนั้น เขาเชื่อว่า เมืองควรเป็นพื้นที่ที่เอื้อให้ประชาชนสามารถอาศัยอยู่พร้อมกับการสร้างงานให้เกิดขึ้นด้วยพร้อมกัน (Multi-use City) ซึ่งหลักในการทำงานพัฒนาเมืองสำหรับเขานั้นคือ “คุณต้องเร็ว และอย่าเสียเวลานานไปกับการวางแผน เพราะไม่มีทางที่คุณจะพบคำตอบที่ถูกต้องก่อนหากยังไม่ลองลงมือทำ และผู้ที่จะบอกว่าสิ่งที่คุณทำอยู่นั้นถูกหรือผิดก็คือคนในเมืองไม่ใช่ตัวคุณ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ คุณต้องเริ่มต้นทำ แล้วคุณถึงจะค่อยๆ รู้คำตอบเองภายหลัง”
 

Curitiba1.jpg
© blueroom.org.au

Did you Know?
- ในช่วงปี 1970 ประชากรเมืองกูรีตีบาจัดได้ว่ามีฐานะยากจน แต่ในปัจจุบัน ชาวเมืองกูรีตีบามีรายได้เฉลี่ยสูงกว่ารายได้เฉลี่ยประชากรบราซิลถึงร้อยละ 66
- โดยเฉลี่ยแล้วงบประมาณที่ใช้สร้างรถไฟฟ้าใต้ดินมีมูลค่าสูงถึง 90 ล้านเหรียญฯ ต่อกิโลเมตร แต่งบประมาณที่กูรีตาบาใช้สร้างระบบขนส่งมวลชน BRT ใช้งบประมาณไปเพียง 2 แสนเหรียญฯ ต่อกิโลเมตร  
- แกะ ถือเป็นเครื่องตัดหญ้าธรรมชาติประจำสวนสาธารณะในเมืองกูรีตีบา ซึ่งนอกจากจะประหยัดงบประมาณการซื้อเครื่องตัดหญ้าให้เมืองแล้ว เงินค่าขนแกะที่ขายได้ยังถูกนำไปใช้เพื่อพัฒนาโครงการทางสังคมต่างๆ ภายในเมืองอีกด้วย
- ปัจจุบัน กูรีตีบาจัดได้ว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีความยั่งยืนมากที่สุดในโลก และถูกยกย่องให้เป็นเมืองสีเขียวที่สุดในโลก (The Greenest City on Earth) เช่นกัน
- จากผลสำรวจครั้งหนึ่งพบว่า ชาวเมืองมากกว่าร้อยละ 90 คิดว่าพวกเขามีความสุขที่ได้อยู่ในเมืองกูรีตีบาแห่งนี้
 
            
เรื่อง: วรรณเพ็ญ บุญเพ็ญ

ที่มา:
บทความ "Curitiba, Brazil: People-Centric Planning on a Budget" โดย Nicole Mikesh จาก washington.edu
บทความ "Curitiba: Visions of a Better City & Creative Solutions to Get There" โดย  Jennifer Lenhart จาก exploring-and-observing-cities.org
บทความ "How Radical Ideas Turned Curitiba into Brazil's 'Green Capital" (6 พฤษภาคม 2016 ) โดย David Adler จาก theguardian.com
วิดีโอ "A Song of the City" (มีนาคม 2007) โดย Jaime Lerner จาก ted.com
wikipedia.org